Assassin's Love (III) [Yaoi]

posted on 05 Mar 2014 22:01 by aisouno in Fiction
III ก่อนงานเทศกาล
 

หน่วยที่มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยในงานเทศกาลพากันวุ่นวายกันยกใหญ่ เมื่อได้ข่าวมาว่าจะมีการลอบสังหารชนชั้นสูงในงานเทศกาล เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของพวกเขาจากการลักลอบค้าอาวุธของรองหัวหน้าสมาคมนักฆ่า

แผนที่จะใช้ในการรักษาความปลอดภัยเดิมจึงถูกยกเลิกใหม่หมด มีการเสนอแนวคิดแบ่งกองกำลังไปรักษาความปลอดภัยให้กับชนชั้นสูงเหล่านั่น  แต่ก็มีหลายคนที่ปฏิเสธความคุ้มครอง

อย่างเช่น หัวหน้าอัศวินราชองครักษ์ส่วนพระองค์ พระอนุชาไดมัส

"ข้าเป็นองครักษ์ของเสด็จพี่นะ ไม่ใช่เด็กน้อยอ่อนแอที่ต้องให้ใครมาปกป้อง การปกป้องเสด็จพี่ด้วยชีวิตเป็นความหมายในการคงอยู่ของข้า ฉะนั่นไม่ต้องให้ใครมาปกป้องข้าหรอก พวกเจ้ากลับไปเลย!" หลังจากนั้น สองพี่น้องก็เปิดฉากทะเลาะกันยกใหญ่ จนกระทั่งท่านราชเลขามาไกล่เกลี่ยว่ายังไงพระอนุชาไดมัสก็ต้องอยู่ข้างๆคอยรักษาความปลอดภัยให้มหาราชเฮลิออสอยู่แล้ว เพิ่มทหารมาคุ้มครองมหาราชเฮลิออสก็เท่ากับคุ้มครองพระอนุชาด้วย เรื่องเลยจบลงที่ทหารทั้งหมดห้าร้อยนายถูกส่งไปคุ้มครองมหาราชเฮลิออสและพระอนุชา ในขณะที่พระราชินีกับท่านราชเลขามีทหารคุ้มครองแค่คนละร้อยนาย เรื่องนี้เล่นเอาพระนางเหลียนเย่งอนตุ๊บป่อง ประกาศว่าจะไม่ไปงานเทศกาลพรุ่งนี้ เพราะไม่มีความจำเป็นที่พระราชินีต้องไปด้วย จนมหาราชเฮลิออสมาบอกว่าคืนนี้จะไปนอนกับนางนั้นแหละ ถึงได้ไปเตรียมตัวอย่างอารมณ์ดี

พวกชนชั้นสูงฝ่ายบู๊ที่มีรายชื่ออยู่ทั้งหลายต่างก็ปฏิเสธความคุ้มครอง บ้างให้เหตุผลว่า พวกเขามีหน้าที่ปกป้องประชาชน ประเทศชาติ และราชวงศ์ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องได้การคุ้มครอง บ้างก็พูดอย่างเย่อหยิ่งว่า ไม่ต้องให้คนอ่อนแอกว่ามาปกป้อง

และรายที่ทำให้คนอื่นต่างกุมขมับ ดัซเซสที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ดัซเซสไอโซโนะ โอนิ

"แค่เคนชินคนเดียวก็เกินพอแล้ว ไม่ต้องส่งใครมาคุ้มครองข้าหรอก" เด็กสาวยิ้มร่า ขณะควงแขนองครักษ์หนุ่ม ที่ยืนนิ่งไม่พูดไม่จาอะไร ใบหน้าหล่อเหลาคมคายค่อนไปทางหวานนั้นยังคงเรียบเฉยราวหุ่นกระบอก 

เมื่อเดือนที่แล้วหลังจากท่านหญิงที่หนึ่งเสร็จภารกิจลับที่ชายแดนติดทวีปกลาง นางก็กลับมาพร้อมองครักษ์หนุ่มผมแดงชาวตะวันออกคนนี้ และชายหนุ่มชาวตะวันตกที่ตอนนี้ไปเป็นผู้ช่วยพ่อของนางที่เป็นหัวหน้าหน่วยวิทยาศาสตร์ กับเด็กหนุ่มชาวทวีปกลางที่ตอนนี้ประจำอยู่หน่วยนักเวทที่ลูกพี่ลูกน้องนางเป็นหัวหน้าหน่วย

ไม่มีใครรู้ว่าทั้งสามคนนั้นเป็นใครมาจากไหนมีที่มายังไง แต่ว่าพวกเขาก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจ

ตลอดหนึ่งเดือนมานี้ ไม่มีใครรู้ฝีมือที่แท้จริงขององครักษ์หนุ่มคนนี้ หลายคนขอท้าประลองกับเขา  แต่องครักษ์คนนี้ก็ไม่สนใจพวกเขาเลยสักนิด

องครักษ์หนุ่มคนนี้เย็นชาราวกับทุ่งหิมะแดนเหนือ สีหน้าเรียบเฉยราวหุ่นกระบอก  และพูดแทบนับคำได้ แม้เขาจะถือดาบติดตัวอยู่ตลอดเวลา แต่พวกเขาก็ไม่เคยเห็นมันถูกชักออกมาสักครั้ง ทว่าบ่อยครั้งที่เห็นเขาถืออุปกรณ์ทำความสะอาด หรือมีดเข้าครัว ตามคำสั่งของท่านหญิง  จนคนอื่นมักเห็นเขาเป็นพ่อบ้านมากกว่าองครักษ์

ความมั่นใจของนางทำให้หลายคนเผลอคิดไปว่า อยากให้มีนักฆ่ามาลอบสังหารนางจริงๆ จะได้รู้ฝีมือขององครักษ์หนุ่มคนนี้ซะที

ในที่สุด ทหารที่ถูกปฏิเสธการให้ความคุ้มครองทั้งหลายต้องไปประจำการที่จุดอื่นแทน

 

เทศกาลเพาะปลูกเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่มาเยือนอีกครั้งหนึ่ง หลังฤดูหนาวผ่านพ้นไป ต้นไม้ใบหญ้าก็กลับมาชีวิตอีกครั้ง แผ่นดินสีขาวถูกย้อมด้วยสีเขียวขจี แสงแดดอันอบอุ่นละลายหิมะบนภูเขาให้กลายเป็นสายธารไหลเย็น สัตว์น้อยใหญ่ที่จำศีลในฤดูหนาวก็ตื่นขึ้นมาทักทายแสงอรุณ เป็นเวลาที่เกษตรกรจะเริ่มต้นการเพาะปลูกผลผลิตครั้งใหม่ในปีใหม่นี้ หลังจากพักผ่อนมาตลอดช่วงฤดูหนาว ประเทศในทวีปตะวันตกส่วนมากจึงจัดเทศกาลนี้ขึ้นเพื่อเป็นการต้อนรับฤดูใบไม้ผลิอันแสนอบอุ่นถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน และทางพระราชวังกับวิหารเทพเจ้าก็จะมีการแจกจ่ายอาหารในคลังเสบียงให้กับคนยากจนและประชาชนทั้งหลายเป็นการเฉลิมฉลองร่วมกัน โดยเที่ยงคืนเข้าวันเทศกาลจะมีพิธีเปิดงานเทศกาลอย่างเป็นทางการท่ามกลางแสงจันทร์เพ็ญแรกของฤดูใบไม้ผลิ และพอพระอาทิตย์ขึ้นจะมีพิธีเสด็จเลียบพระนครของมหาราชเฮลิออสและผู้ติดตามชนชั้นสูงทั้งหลาย และในวันสุดท้ายจะมีพิธีปิดงานอย่างยิ่งใหญ่

คืนนี้จะมีพิธีเปิดเทศกาล ที่ประชาชนมีโอกาสได้ยลโฉมพระราชาและผู้ติดตามที่ล้วนเป็นชนชั้นสูงผู้มีอำนาจ การรักษาความปลอดภัยจึงต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ

แต่ในช่วงเทศกาลที่คนต่างถิ่นทะลักเข้ามาในเมืองอย่างล้มหลามเช่นนี้ การตรวจสอบคนน่าสงสัยนั้นทำได้ยากเหลือเกิน

นักท่องเที่ยวมีหลากหลายประเภท หลายอาชีพที่ต้องพกอาวุธติดตัว ในกลุ่มนักผจญภัยหลายกลุ่มมีอาชีพหัวขโมย และนักฆ่า ซึ่งแน่นอนว่าจะให้ควบคุมตัวพวกเขาก็ใช่เรื่อง บางคนโวยวายในการตรวจสอบ บางคนเล่นตุกติก บางคนทำเอกสารปลอม ทำเอาพวกตรวจคนเข้าเมืองปวดหัวจี๊ด

แถมทหารลาดตะเวนไปเจอคนหนึ่งใส่ผ้าคลุมหน้าคลุมตาไม่ยอมถอด ท่าทางลับๆล่อๆ ในเมือง จนทหารพากันจับปล้ำอุตลุด จนผ้าคลุมหลุด ปรากฏว่าเป็นขุนนางหนุ่มคนหนึ่งที่หนีงานแอบมาเที่ยวในเมือง

มีอีกที่ไปจับคนใส่ผ้าคลุมท่าทางน่าสงสัย ดันเป็นนักบวชรับใช้ของหลานชายพระสังฆราช ที่มีแผลไฟไหม้ที่ใบหน้าจึงไม่อยากให้ใครเห็น และอีกรอบไปจับคนสวมผ้าคลุมมิดชิด แจคพ็อตเป็นหัวหน้าเทพอัศวินที่มาเดินเล่นในเมือง จนในที่สุด ประเด็นเรื่องการป้องกันจากภายนอกจึงถูกยกเลิก มาเป็นคุ้มครองตัวผู้มีรายชื่ออย่างถึงที่สุดแทน 

เหลิงหู่มองความวุ่นวายของเหล่าทหารอย่างดูแคลน

เหยื่อของเขาอยู่ทั้งในพิธีเปิดงาน และขบวนเลียบพระนค รซึ่งมีชาวบ้านมากมายมารวมตัวกัน พร้อมทหารองครักษ์นับไม่ถ้วน ช้ำการที่พระราชินีโปรดปรานนางเหมือนน้องสาว ทำให้ตอนที่ขบวนเสด็จเลียบพระนคร มีโอกาสสูงที่นางจะถูกเชิญให้นั่งรถม้าคันเดียวกับพระนางด้วย ดังนั้นโอกาสลงมือมีเพียงแค่ตอนพิธีเปิดงานเท่านั้น

การลงมือต้องเอิกเกริก และดึงดูดความสนใจของพวกทหารองครักษ์ให้มากที่สุด เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากการจับกุมพวกค้าของเถื่อนคดีเล็กๆ มาเป็นไล่จับนักฆ่าที่อาจหาญลงมือสังหารขุนนางใหญ่ของอาณาจักรแทน นั้นหมายความว่าเขาต้องหนีให้พ้นจากทหารองครักษ์ทั้งเมือง ซึ่งในนั้นมียอดฝีมืออยู่นับไม่ถ้วน ช้ำต้องหลอกล่อให้พวกเขาออกห่างจากจุดซื้อขายของผู้ว่าจ้างให้มากที่สุด ซึ่งเขาต้องไม่หนีเร็วเกินไป แต่ต้องไม่ช้าจนถูกจับ งานนี้ความเสี่ยงสูงกว่าที่เขาเคยรับมามาก แต่ถ้าจะให้ถอยตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว

เฉินบอกว่าเขาเตรียมวางระเบิดขนาดเล็กหลายสิบลูกไว้บริเวณที่ห่างจากจุดซื้อขายของนายจ้างเพื่อดึงดูดความสนใจของทหารองครักษ์อีกทางหนึ่งแล้ว และจะแต่งตัวเหมือนเขาเพื่อหลอกล่อพวกทหารองครักษ์ให้ด้วย แต่จะถ่วงเวลาให้ไม่นาน เพราะฝีมือของเฉินห่างกว่าเขาหลายขุม ไม่งั้นอาจพลาดท่าโดนจับแทนได้ ส่วนเรื่องหนีออกนอกเมือง เจ้าตัวให้ไข่มุกที่ลงเวทเคลื่อนย้ายเอาไว้ให้ ถ้าถ่วงเวลาพอให้นายจ้างหนีทันแล้วถึงใช้ แต่ถ้าพวกนักเวทกางเขตแดนสุญเวท ก็ให้สลัดทหารให้หลุดและเข้าไปในตรอกที่ทำสัญลักษณ์ไว้ เปลี่ยนชุดแล้วเข้าไปในร้านที่ทำสัญลักษณ์ไว้ในตรอกนั้น ร้านไหนก็ได้ รับรองว่าพวกทหารไม่มีทางตามไปจับในนั้นแน่

‘ร้านอะไร’ เขาเลิกคิ้ว ส่งสายตาถาม และลูกพี่ลูกน้องตัวแสบก็ยิ้มแฉ่งตอบมาเต็มปากเต็มคำ

‘ซ่อง บ่อน และก็ตลาดมืด!’

เหลิงหู่หรี่ตามองลูกพี่ลูกน้องที่เริ่มเหงื่อซึม ก่อนที่เจ้าตัวจะอธิบายเป็นการเป็นงาน

‘เมื่อกลางวันข้าไปตระเวนดูแล้ว ตรอกพวกนั้นถ้าไม่ใช่พวกทหารอธรรมก็ไม่มีทางรู้จัก  ถึงรู้พวกนั้นก็ไม่มีทางตามเข้าไป เพราะนี้ไม่ใช่การปราบปรามอย่างเป็นทางการ ไปก็เท่ากับประกาศว่าตัวเองเคยไปสถานที่อโคจรแบบนั้นมาก่อน และข้าตกลงค่าจ้างไว้แล้ว พวกแม่เล้าบอกว่าแค่จ่ายเป็นสามเท่าของค่าตัวปกติก็พอ เจ้าของบ่อนกับคนในตลาดมืดบอกว่าจ่ายเงินมาสี่สิบเหรียญทองเป็นค่าหลบภัย และคงไม่มีใครคิดว่าเราจะไปหลบในนั้นหรอก’

สี่สิบเหรียญทองเทียบกับเงินในทวีปเขาก็เท่ากับสี่สิบตำลึงเป็นเงินที่สามารถเลี้ยงครอบครัวธรรมดาให้อยู่ได้เป็นปีๆ แต่สำหรับคนในโลกมืด นี่ถือว่าธรรมดา และค่าจ้างมัดจำก็สูงมาก แผนการนี้จึงถือว่าใช่ได้

เหลิงหู่เดินสำรวจเมืองอีกครั้ง ความจำเขาดีมาแต่ไหนแต่ไร เดินสำรวจทั่วเมืองครั้งเดียว เขาก็เขียนแผนที่เมืองนี้ได้แล้ว

เหลิงหู่มองตรอกที่มีสัญลักษณ์ตรอกที่ 39 เป็นตรอกที่สามารถมองข้ามไปอย่างง่ายดาย ถ้าไม่สังเกตก็คงไม่รู้ว่ามีตรอกนี่อยู่ ความกว้างแค่สองคนเดินสวนกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสัญลักษณ์ที่แทบมองไม่เห็นนั้น เฉิน เจ้านี่น่าไปเป็นสายลับมากกว่านักฆ่านะ  

เหลิงหู่จดจำตำแหน่งของตรอกไว้ แล้วเดินสำรวจเมืองต่อไป ในขณะเดียวกันดวงตาสีดำก็มองหาใครบางคน แต่วันนี้เขาก็ยังไม่เจอร่างบางในผ้าคลุมสีแดงนั้นเลย

เหลิงหู่อดลูบริมฝีปากตัวเองไม่ได้ สัมผัสหวานจากริมฝีปากบางเมื่อวานหายไปแล้ว พอนึกถึงใบหน้างดงามที่เรียบเฉยราวหุ่นกระบอกนั้นแดงฉ่าไปถึงหู เพราะอุบัติเหตุไม่คาดคิดนั้น และท่าทางเขินอายราวสาวน้อยพรหมจรรย์ที่สูญเสียจูบแรกแล้ว เขาก็อดยิ้มที่มุมปากบางๆไม่ได้

ที่ตราตรึงใจเขาที่สุดคือดวงตา

ดวงตาคมสีนิลนั้นดูเผินๆอาจดูเย็นชาไร้ความรู้สึกใดๆเหมือนตุ๊กตาหุ่นกระบอก แต่พอมองลึกเข้าไปแล้วเขากลับสัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าจางๆ ชวนผู้พบเห็นให้คิดว่าเจ้าตัวเคยเจอเรื่องเลวร้ายอะไรมาถึงได้มีดวงตาแบบนั้นได้

ถึงจะผ่านผู้หญิงมามาก ที่สวยกว่านางก็มีถม แต่เขาเพิ่งเจอผู้หญิงที่มีดวงตาและท่าทางเขินอายแบบนั้นเป็นครั้งแรก แถมเป็นประเภทที่เขาชอบเสียด้วย เยือกเย็น มีฝีมือ เก่งงานบ้านงานเรือน เป็นได้ทั้งคู่ประลองและคู่ควง ถ้างานครั้งนี้สำเร็จอย่างงดงาม เขาก็อาจจะมีโอกาสได้ทำความรู้จักใกล้ชิดสนิทสนมกับนางสักคืนสองคืนก่อนจะกลับบ้านเกิด

เหลิงหู่คิดหาแรงจูงใจเล็กๆในการทำภารกิจที่แม้ผลตอบแทนจะสูง แต่ความเสี่ยงสูงกว่าให้ตัวเอง ก่อนจะเหลือบไปเห็นผ้าคลุมสีแดงสดสะดุดตาในตรอกแคบๆ

อันธพาลยักษ์คนหนึ่งกำลังคว้าแขนร่างบางอย่างหยาบคาย อยู่หน้าสมาพันธ์โจร

ดวงตาสีดำฉายแววเย็นเยียบก่อนเดินย่างเข้าไป

 

นี่นะเหรอ แหล่งข่าวของนาง

เคนชินมองร้านเหล้าเก่าๆ ที่ดูเหมือนจะถล่มลงมาทุกเมื่อ บนพื้นมีทั้งเศษขยะ และเศษอาหารส่งกลิ่นเหม็นเรียกฝูงแมลงวันให้มารุมตอม น้ำขังเน่าเสียบนพื้นเป็นสีดำสนิท พวกขี้เมาในร้านก็ส่งเสียงโหวกเหวกโวยวาย เรียกว่าเป็นสถานที่ที่ไม่น่ามาสักนิด

'เจ้ารออยู่นี่แหละ ไม่ต้องห่วง ถ้าเกิดอะไรขึ้นข้าจะเรียกเจ้าเอง' พูดจบ เด็กสาวในคราบเด็กหนุ่มก็แหวกว่ายผ่านพวกขี้เมาในร้านเข้าไปด้านใน ปล่อยให้เขายืนรออยู่ข้างนอก

"เฮ้อ เจ้าน่ะมัวยืนบื้ออะไรอยู่หน้าร้านล่ะฟ่ะ เกะกะโว้ย" อันธพาลร่างยักษ์คนหนึ่งชี้หน้าโวยวายขึ้นมา กลิ่นเหล้าจากตัวเหม็นหึ่ง จนเขาต้องเบนหน้าหนี แล้วเดินถอยจากทางเข้าเป็นเชิงไม่อยากสนใจ

"อะไรฟ่ะ อย่ามาทำเมินทำนะเฟ้ย ไอ้นี้นี่!" มือหยาบกร้านคว้าแขนเขาไปอย่างไร้มารยาทจนเกือบเรียกว่ากระซาก เคนชินถลึงตาใส่เจ้ายักษ์ที่มีท่าทางหาเรื่องอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่กำลังจะสะบัดแขนทิ้ง คำพูดที่โพล่งจากปากเจ้ายักษ์ก็ทำให้เคนชินเปลี่ยนใจ

"อ้าว อะไรกัน แขนบางขนาดนี้แกเป็นผู้หญิงรึไงฟ่ะ" ไม่ทันที่จะจัดการเจ้าบ้าที่รนหาที่ตาย เคนชินก็ไม่มีความจำเป็นที่จะจัดการมันอีกต่อไป เมื่อมีชายในชุดดำจัดการเจ้ายักษ์นั้นแทนเขาไปแล้ว

"อ๊ากกกกก!!!!" เจ้ายักษ์ร้องโอดครวญลงไปกุมข้อมือขวาที่ว่างเปล่าของตัวเอง มือที่ถูกตัดออกมาแช่อยู่ในแอ่งน้ำบนพื้น เลือดที่ไหลออกมาเปลี่ยนสีน้ำขังจากสีดำเป็นสีแดง

เหมือนจะรำคาญกับเสียงโอดครวญ ชายในชุดดำจึงจัดการเตะท้องเจ้ายักษ์นั้นจนสลบเหมือดน้ำลายฟูมปาก ก่อนจะหันมาทางคนในเสื้อคลุมสีแดงสดสะดุดตา

"นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าควรมา" เหลิงหู่เลือกใช้ภาษาตะวันออกสนทนากับคนตรงหน้า เป็นเชิงอยากให้เป็นส่วนตัว

"หากไม่มีธุระที่นี้ ข้าคงไม่มาสถานที่แบบนี้แน่" น้ำเสียงราบเรียบไร้ความแตกตื่นทั้งๆที่เห็นคนถูกตัดมือต่อหน้า ความเยือกเย็นนั้นยิ่งทำให้เหลิงหู่รู้สึกถูกใจคนตรงหน้ายิ่งกว่าเดิม

"เจ้ารู้รึเปล่าว่าที่นี้เป็นแหล่งชุมนุมของพวกโจร ใครจะทำอะไรผิดกฎหมายที่นี้ก็ไม่มีใครสนใจกันหรอก ที่นี้อันตราย เจ้ารีบกลับไปดีกว่า เดี๋ยวข้าจะไปส่ง" เคนชินส่ายหน้าเมื่อได้ฟังคำปรารถนาดีนั้น

"ข้าต้องรอคน"

เหลิงหู่เลิกคิ้วเล็กน้อย หากไม่ทันจะถามว่าใคร ใครคนหนึ่งก็พุ่งออกมาจากร้านเหล้า "เกิดอะไรขึ้นน่ะ!"

เหลิงหู่หันไปสนใจผู้มาใหม่ เป็นเด็กหนุ่มอายุพอๆกับเหยื่อของเขา สวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินสด ดวงตาสีน้ำเงิน ผมสีดำ เด็กนั้นเดินตรงไปหาคนในชุดเสื้อคลุมสีแดงอย่างร้อนใจ "เมื่อกี้ข้าได้ยินเสียงคนกรีดร้อง เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า"

คนในเสื้อคลุมสีแดงส่ายหน้าเบาๆ ตอนนี้เองที่เด็กหนุ่มเพิ่งสังเกตเห็นเจ้ายักษ์ที่นอนสลบเหมือดบนพื้น "อะไรกันนี้ ฝีมือเจ้าเหรอ"

น้ำเสียงของเด็กหนุ่มไม่ได้ตื่นกลัวแต่ประการใด ช้ำยังดูสนุกสนาน ทำให้เหลิงหู่อดพอใจไม่ได้ อายุเท่านี้แต่ก็ใจกล้ามาสมาพันธ์โจรช้ำดูไม่ใช่พวกคุณหนูเหยียบขี้ไก่ไม่ฟ่อซะด้วย

เมื่อเคนชินส่ายหน้าและมองมาทางเขา พูดออกมาคำหนึ่งด้วยภาษาตะวันออกว่า "ช่วย" เด็กหนุ่มก็พยักหน้าเข้าใจก่อนจะหันมาทางเหลิงหู่ "ขอบคุณที่ช่วยคนของข้า พอดีข้ามาหาข่าวที่นี้ แต่ดูเหมือนคนของข้าจะไม่ชอบที่นี้เท่าไร ข้าจึงให้รออยู่ข้างนอก นึกไม่ถึงว่าจะมีเจ้าบ้ารนหาที่ตายมาหาเรื่อง ขอบคุณพี่ชายจริงๆที่ช่วยจัดการสวะในเมืองนี้ไปอีกหนึ่ง" รอยยิ้มสดใสสมวัยขัดกับคำพูดที่เด็กไม่ควรพูด ทำให้เหลิงหู่ชอบใจนัก เขาอดรู้สึกเอ็นดูกับถูกชะตาเด็กนี้ไม่ได้ทั้งที่ปกติเขาไม่ได้ชอบเด็กนัก

"เรื่องเล็กน้อย เจ้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณ ข้าแค่เห็นมันขัดหูขัดตา" เด็กหนุ่มหัวเราะเบาๆ

"ถ้ายังไง เราไปหาร้านเหล้าสักร้านดื่มกันดีไหม ให้ข้าเลี้ยงเหล้าเจ้าเป็นการตอบแทนที่ช่วยผู้ติดตามข้า"

"เจ้าอายุไม่ถึง" ร่างบางในชุดแดงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตำหนิ เด็กหนุ่มเอียงคอทำตาปริบๆด้วยสีหน้าใสซื่อ

"เอ๋ ข้าบอกว่าข้าจะเลี้ยงเหล้าพี่ชาย แต่ไม่ได้บอกว่าจะดื่มนี่" ร่างบางถอนหายใจเบาๆ

"ข้ามีธุระต้องทำ ไปกับพวกเจ้าไม่ได้หรอก"

“ว้าว น่าเสียดายจัง” เด็กหนุ่มถอนหายใจ แต่ก็ไม่ได้รั้งเขาไว้ ก่อนจะคลี่ยิ้มสดใส

“งั้นถ้าเจอกันอีก ข้าจะเลี้ยงเหล้าท่านล่ะกันนะ เราอาจจะได้เจอกันในพิธีเปิดเทศกาลคืนนี้ไม่ก็ขบวนแห่วันพรุ่งนี้ เพราะนี่เป็นจุดเด่นของประเพณีเราเลยนะพี่ชาย”

“ถ้าเป็นข้า ข้าจะไม่ได้ดูพิธีเปิด” ไม่รู้อะไรดลใจให้เหลิงหู่พูดออกไปเช่นนั้น แต่เขาก็ยังคงพูดต่อไป

“ถ้าอยากจะยลโฉมชนชั้นสูง ไปดูตอนที่มีขบวนแห่จะไม่ชัดกว่าหรือ ช้ำแทนจะไปเบียดเสียดกับฝูงชนเพื่อดูชนชั้นสูงที่อยู่เสียไกลลิบ สู้ไปเที่ยวงานซะยังจะดีกว่า” ดวงตาสีน้ำเงินกลมโตกลอกไปมาก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย

“พี่ชายพูดถูก งั้นเจอกันตอนขบวนแห่นะ พี่ชาย” เด็กหนุ่มโบกมือให้เขาอย่างสดใส ขณะลากผู้ติดตามกลับไปจนลับตา

เหลิงหู่ไม่ไปโบกมือกลับ เขาไม่รู้ว่าคืนนี้จะรอดกลับไปเจอพวกเขาในขบวนแห่วันพรุ่งได้ได้รึเปล่า

นี่ถือว่าเป็นแรงใจเล็กๆในการทำงานได้ไหมนะ

Comment

Comment:

Tweet