Assassin's Love (II) [Yaoi]

posted on 05 Mar 2014 21:56 by aisouno in Fiction

II การพบกันของนักฆ่า และองครักษ์

อาณาจักรเดย์ทอนในวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ ด้วยว่าเทศกาลเพาะปลูกกำลังมาเยือนอีกครั้งหนึ่ง วันนี้ท้องฟ้าสดใส ไร้เมฆ แสงแดดอ่อนๆ และสายลมเย็นพัดโชยชวนให้คนรู้สึกสดชื่น ต้นไม้ใบหญ้ากลับมามีชีวิตอีกครั้ง หลังฤดูหนาวผ่านพ้นไป บรรยากาศเช่นนี้ เหมาะกับงานเฉลิมฉลองเป็นที่สุด

ทุกคนในเมืองต่างวุ่นวายกับงานเทศกาล นักท่องเที่ยวจากต่างแดนเดินทางเข้ามาที่นี้กันมากมาย จนเรือนแรมทั้งหลายต่างแน่นขนัด หลายคนเดินทางมาหลายพันลี้เพียงเพื่อยลโฉม 'กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก' 'องค์ราชินีผู้เลิศโฉมที่สุดในโลก' 'อัศวินผู้แข็งแกร่งที่สุดในโลก' 'ดัซเซสที่อายุน้อยที่สุดในโลก' 'ขุนนางอันดับหนึ่งของโลก' ที่จะมาเปิดงานในคืนวันเพ็ญแรกของฤดูใบไม้ผลิ หรือก็คืออีกสองวัน เรียกง่ายๆว่า อยากเห็นคนใหญ่คนโตให้เป็นบุญตาสักครั้ง

ในงานเทศกาลที่มีผู้คนมากมายเช่นนี้ ช่างเหมาะกับการลักลอบทำเรื่องชั่วเสียจริง

เหลิงหู่เดินสำรวจหาทางหนีทีไล่ในเมืองสำหรับงานวันมะรืนนี้ นี่เป็นงานที่เสี่ยงมาก การลอบสังหารชนชั้นสูงต่อหน้าผู้คนมากมาย แล้วหนีฝ่าทหารราชองครักษ์ออกไป ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าพลาดขึ้นมา ไม่ตาย ก็ถูกทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็น เขาไม่มีวันยอมมีจุดจบแบบนั้นแน่ แม้นั้นจะเป็นจุดจบของนักฆ่าส่วนใหญ่ก็ตาม

ทางตระกูลก็เป็นห่วงเขามาก ถึงให้เฉินที่เก่งเรื่องการหลบหนีมาช่วย ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝัน แต่เจ้านั้นทันทีที่มาถึง ก็ไปหอนางโลมชื่อดังของที่นี้ทันที พึ่งพาไม่ได้เลย

เหลิงหู่ยังคงอยู่ในชุดรัดรูปสีดำเช่นเคย แต่ใส่เสื้อคลุมของนักผจญภัยของทวีปนี้ทับไว้เพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตา แต่ก็ยังมีคนมองเขาเป็นระยะ เพราะแม้จะเป็นช่วงเทศกาล แต่นอกจากพวกพ่อค้าหน้าเลือดแล้ว ก็ไม่ค่อยมีชาวตะวันออกเดินทางข้ามทวีปมาที่ทวีปตะวันตกนี่เท่าไร   

อีกอย่างคือเขาเป็นหนุ่มรูปงามคนหนึ่งเลยทีเดียว แม้จะเห็นไม่ชัด เพราะเสื้อคลุมบังไปครึ่งหน้า แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะให้ผู้หญิงพากันใจเต้นตึกตัก บางรายใจกล้าขยิบตาให้เขาด้วยช้ำ

แต่เหลิงหู่กลับไม่แม้แต่จะชายหางตามองพวกนางด้วยช้ำ ไม่ใช่เขาเป็นพวกบ้างานจนไม่สนใจผู้หญิง เขาขึ้นเตียงกับผู้หญิงมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว และเคยมีคู่ควงหลายคน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เรื่องสักคน แต่เขาก็ไม่ใช่พวกเหล่สาวไปทั่วอย่างเฉิน เขาจะสนใจต่อเมื่อถูกใจจริงๆเท่านั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเขากำลังทำงานอยู่ ไม่มีเวลามาสนใจผู้หญิงพวกนั้นหรอก

เขาเพิ่งมาตะวันตกครั้งแรก หลายสิ่งหลายอย่างล้วนแตกต่างจากทวีปตะวันออกสิ้นเชิง ทั้งอาคารบ้านเรือน การแต่งกาย ภาษา วัฒนธรรม ทุกอย่างล้วนแปลกตาไปหมด ถ้าไม่สำรวจหาทางหนีทีไล่ไว้ก่อน คงลำบากแย่

“กรี๊ด!! ขโมย!!” เสียงหวีดร้องแหลมสูงจากแม่ค้าคนหนึ่งดังขึ้น ช่วงเทศกาลที่คนเยอะอย่างนี้มีพวกมิจฉาชีพก็ไม่แปลก คิดแล้วก็เดินต่อไปอย่างไม่สนใจ แม้ว่าหัวขโมยนั้นจะวิ่งผ่านเขาไปก็ตาม

ยังเด็กมาก ดูจากภายนอกแล้วอายุพอๆกับเหยื่อของเขา ในมือเขามีขนมปังเล็กๆอยู่ก้อนหนึ่ง และนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาถูกตามจับในฐานะหัวขโมย แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาของโลกใบนี้ ในขณะที่คุณหนูตระกูลใหญ่กำลังเสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทองของพ่อแม่ เด็กยากจนไม่น้อยต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีวิต แค่พวกเขาขโมยขนมปังก้อนเดียวก็พอให้อยู่ไปอีกหลายวัน ในขณะที่คุณหนูเหล่านั้นมีอาหารหรูเลิศรสเต็มโต๊ะเหลือทิ้ง

หัวขโมยตัวน้อยวิ่งแทรกผ่านผู้คนอย่างว่องไว เต็มกำลังที่ขาเล็กๆนั้นจะทำได้ ผู้คนในตลาดต่างตกใจพากันหลบ เปิดทางให้เขาหนีได้สะดวกขึ้น

แต่ไม่ทันไร หัวขโมยคนนั้นก็ล้มลง มือเรียวคู่หนึ่งดึงแขนผอมแห้งของเด็กคนนั้นขึ้นมา

คนผู้นั้นซ่อนตัวภายใต้เสื้อคลุมสีแดงสดสะดุดตาทำให้เห็นแค่ริมฝีปากบางเท่านั้นที่โผล่มา มืออีกข้างถือถุงที่ไปด้วยผลไม้สีแดงสด เหมือนแม่บ้านทั่วไป แต่ผิวที่ค่อนข้างเหลืองแสดงให้ชัดเห็นว่าเป็นชาวตะวันออก

“ปล่อยข้านะ!!” หัวขโมยตัวน้อยดิ้นไปมาหวังให้หลุดจากการถูกจับ หากถูกจับเข้าคุก ยายที่ป่วยและน้องสาวที่ยังเล็กจะอยู่ยังไร กับอีกแค่ขนมปังก้อนเดียวให้พวกข้าหน่อยไม่ได้รึไง!

คนๆนั้นคว้าขนมปังออกจากมือผอมแห้ง ยื่นคืนให้แม่ค้าอ้วนที่วิ่งหอบมาทัน ไม่ทันที่นางจะด่ากราดอะไร เหรียญทองสองสามเหรียญก็ถูกยื่น ให้แม่ค้าคนนั้น ร่างบางพูดอะไรบางอย่าง ก่อนที่นางจะยิ้มแย้มแล้วเดินจากไป

หัวขโมยตัวน้อยมองบุคคลตรงหน้าอย่างงุนงง ก่อนที่ผลไม้สีแดงสดลูกหนึ่ง และถุงเงินเล็กๆจะถูกยื่นมาให้ คนนั้นเอ่ยด้วยเสียงเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ที่ฟังไม่ออกว่าหญิงหรือชาย เพราะแม้จะต่ำไปบ้างแต่ก็หวานไปหน่อย

“เอาไป อย่าขโมยของใครอีก ไปที่วิหาร ที่นั้นน่าจะมีงานให้เจ้าทำ”

คนฟังยิ้มร่า กล่าวขอบคุณอยู่หลายครั้ง ก่อนจะรับของเหล่านั้นแล้ววิ่งจากไปด้วยสีหน้ายินดี คนในตลาดต่างก็เลิกสนใจพวกเขา ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ ร่างบางเดินจากเข้าไปในฝูงชนที่เริ่มมากขึ้น ตามดวงอาทิตย์ที่สูงขึ้นหลังพ้นขอบฟ้าไม่นาน

น่าสนใจ

เหลิงหู่มองคนในผ้าคลุมสีแดงนั้นด้วยสายตาเป็นประกายเหมือนจิ้งจอกเจอเหยื่อแสนโอชะ

ในช่วงพริบตาก่อนที่เด็กคนนั้นจะล้ม เขาเห็นว่าคนๆนั้นใช้ขาปัดขาหัวขโมยคนนั้นจนล้มโดยที่ไม่มีใครเห็น  ฝีเท้าของคนๆนั้นเป็นจังหวะหนักแน่นมั่นคง มือเรียวมีรอยแผลเป็นจางๆเต็มไปหมด ท่าทางองอาจสง่าผ่าเผย ถ้าไม่มีฝีมืออยู่บ้าง ก็คงเป็นหญิงที่ได้รับการอบรมมาดี ช้ำยังเป็นชาวตะวันออกที่เห็นไม่ได้ง่ายๆในทวีปตะวันตกเหมือนเขา แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะทำเรื่องแบบนั้น เขาละสายตาจากร่างบางในผ้าคลุมสีแดง ก่อนจะเดินสำรวจเมืองต่อ

“นั้น! ท่านหัวหน้ากองพันทหารราบหน่วยที่หนึ่ง ไอโซโนะ โทยะ หัวหน้ากองพันทหารราบที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์!” ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นเมื่อ หน่วยลาดตะเวนของคนที่พูดถึงมุ่งมาทางนี้ คนในตลาดหันไปมองหัวหน้าหน่วยลาดตะเวนที่เดินนำหน้าสุด เขาเป็นชายหนุ่ม หรือควรจะเรียกว่าเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาราวเทพบุตร ผมน้ำตาล ตาสีดำขลับ ผิวคล้ำดำจากการตากแดด ร่างสูงใหญ่ มีกล้ามเนื้อสมนักรบ ข้างหลังเขามีดาบสีขาวแดงขนาดใหญ่พาดอยู่ ทหารในหน่วยของเขาทุกคนล้วนเดินอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย พร้อมเพรียง ทำให้ดูน่าเคารพยำเกรง

ในเมืองหลวงเดย์ทอน กองพันอัศวินราชองครักษ์ กองพันอัศวินอารักษ์ กองพันทหารราบ และหน่วยเทพอัศวินของวิหารเทพเจ้าแห่งแสงสว่าง อันเป็นศาสนาหลักของเดย์ทอน จะผลัดกันลาดตะเวนในเมืองหน่วยละหนึ่งสัปดาห์ เวียนกันไปตามเวรที่จัด และสัปดาห์นี้เป็นเวรของกองพันทหารราบหน่วยที่หนึ่ง ที่นำโดยไอโซโนะ โทยะ พี่ชายเหยื่อของเขาในสองวันข้างหน้านี้

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าถ้าเกิดเหตุกับว่าที่ผู้นำสองตระกูล ในช่วงที่คนของสองตระกูล เป็นผู้ดูแลความปลอดภัย พ่อหนุ่มคนนี้จะโดนอะไรบ้าง

แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น พ่อหนุ่มคนนี้ก็ต้องเผชิญปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่งเสียก่อน

เพราะพอสิ้นเสียงตะโกน สาวน้อยสาวใหญ่ในตลาดก็ส่งเสียงกรี๊ดกราด พุ่งเข้ามาหาเขาอย่างบ้าคลั่ง ทำเอาเหลิงหู่ถูกกระแสฝูงชนพัดไปด้วย

"ท่านโทยะขา!!!"

"กรี้ด ท่านโทยะ หันมามองทางนี้หน่อยสิค่ะ!!!"

"ท่านโทยะเจ้าค่ะ!!!"

"อ๊าย หล่อเป็นบ้าเลย!!"

"ท่านโทยะ ขอจับมือหน่อยนะเจ้าค่ะ!"

"ท่านโทยะ!!"

"เท่จังเลย!!"

"ข้ารักท่านค่ะ ท่านโทยะ!"

สาวๆที่เบียดเสียดกันเพื่อจะให้ได้เข้ามาถึงตัวหัวหน้าหน่วยหนุ่มนั้น มองดูแล้วเหมือนฝูงหมาป่ารุมทึ้งเหยื่อไม่มีผิด ทำเอาหัวหน้ากองพันทหารราบที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เปลี่ยนตำแหน่งเข้าไปอยู่ตรงกลางหน่วยลาดตะเวนแทบไม่ทัน แต่สาวๆเหล่านั้นก็ไม่วายเบียดเสียดกันเพื่อที่จะใกล้ชิดชายในฝันให้มากขึ้น จนกระทั่ง เด็กหนุ่มประกาศดังลั่นราวหมดความอดทน "ใครไม่ถอยไป ถือว่ามีความผิดฐานขัดขวางการปฏิบัติงาน รับโทษจำคุกหนึ่งเดือน ปรับสิบเหรียญทอง!"

สาวๆพากันเงียบกริบก่อนจะถอยออกมาช้าๆ ทำให้เหลิงหู่ที่ถูกกระแสชนพัดมาไกล สบถในคอเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจเดินกลับที่พักอย่างหงุดหงิดจนไปชนกับใครคนหนึ่งเข้าอย่างจัง

"!" ผลไม้สีแดงหล่นกระจัดกระจายเต็มพื้น ช้ำลูกหนึ่งยังถูกเขาเหยียบจนเละ เมื่อหันไปมอง ร่างบางในผ้าคลุมสีแดงที่ก้มลงเก็บของอยู่ก็ปรากฏแก่สายตา

"ตุ้ยปู่ฉี่(ขอโทษ)" เขาเผลอพูดภาษาบ้านเกิดออกมา และช่วยร่างบางก้มลงเก็บผลไม้สีแดงนั้น ไม่ใช่มีน้ำใจ แต่ในเมื่อคนที่เขาสนใจมาอยู่ตรงหน้า ไม่ใช้โอกาสนี้ทำความรู้จักสักหน่อย ก็น่าเสียดาย บังเอิญเหลือเกินที่พวกเขาสองคนหยิบผลไม้ลูกเดียวกัน ทำให้มือของพวกเขาสัมผัสกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

"!!" คนๆนั้นชักมือออกแล้วเงยหน้ามองเขา ทำให้เหลิงหู่ได้เห็นใบหน้าใต้ผ้าคลุมนั้นชัดเจน

ดูแล้วคงอายุราวๆยี่สิบ แม้ดวงหน้าจะค่อนข้างหวานแต่สีหน้ากลับเรียบเฉยราวหุ่นกระบอก ดวงตาคมสีดำคู่นั้นดูเย็นชา แต่ก็ฉายความโศกเศร้าหม่นหมองจางๆ ทำให้ดูงดงามมีเสน่ห์  เรือนผมสีแดงยาวสลวยภายใต้ภายผ้าคลุมสีแดงนั้นก็เหมาะกับเจ้าตัวมาก แต่ใบหน้าหวานนั้นกลับมีรอยแผลเป็นจางๆอยู่ที่แก้มกลายเป็นรอยตำหนิที่น่าเสียดาย

บนพื้นนอกจากผลไม้สีแดง ก็ยังมีถุงที่ใส่วัตถุดิบสำหรับทำอาหารอยู่เต็มตั้งอยู่ข้างๆ ที่ดูเหมือนเพิ่งจะซื้อมาเมื่อครู่ ราวกับว่าคนตรงหน้าเป็นแม่บ้านที่ออกมาจ่ายตลาดไม่มีผิด สัมผัสเมื่อครู่จากฝ่ามือเรียวของคนตรงหน้าไม่ใช่เนียนนุ่ม แต่ค่อนข้างหยาบและด้าน เป็นสัมผัสของแม่บ้านที่ขยันทำงาน ไม่ก็คนที่จับอาวุธ ซึ่งไม่ว่าแบบไหนก็เป็นแบบที่เขาชอบทั้งนั้น

"เจ้าเป็นชาวตะวันออก?" เสียงราบเรียบไร้อารมณ์ที่ดังขึ้น ขณะอีกฝ่ายก้มลงเก็บของ เรียกสติเขาให้กลับมา

"เหมือนเจ้า" เหลิงหู่ยื่นผลไม้สีแดงให้คนตรงหน้า แล้วถามกลับ

"เจ้ามาจากไหน"

"...นิปปอน" ร่างบางเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบ แล้วรับผลไม้สีแดงสดนั้นมาเก็บใส่ถุงกระดาษ ไม่รู้อะไรดลใจให้เหลิงหู่ตัดสินใจบอกบ้านเกิดของตนให้คนตรงหน้ารู้

"ข้ามาจากฟอร์โมซาร์"

"ฟอร์โมซาร์.." ร่างบางเงยหน้ามองเขา ด้วยดวงตาสีนิลที่อ่านอารมณ์ไม่ออก "ประเทศเกาะที่อยู่ใกล้กับจงเย่"

เหลิงหู่พยักหน้าเบาๆ แม้จะสงสัยว่า ชาวนิปปอนที่อยู่สุดแดนตะวันออก มาทำอะไรที่ทวีปตะวันตกที่ต้องเดินทางข้ามทวีปตะวันออก และทวีปกลางที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้า และทะเลทรายอันแสนทุรกันดาร แต่นั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของคนตรงหน้า เหมือนกับที่เขาไม่ต้องการให้ใครมาถามว่า เขามาที่นี้ทำไม

ร่างบางจัดการปิดถุงกระดาษทั้งสองด้วยกระดาษกาว เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน ก่อนจะลุกขึ้นเตรียมหันกายจากไปตอนนี้เองที่เหลิงหู่สังเกตว่าอีกฝ่ายสูงพอๆกับเขาเลยด้วยช้ำ "อะริกะโตะ(ขอบคุณ)"

แต่ดูเหมือนว่าเรื่องวุ่นวายในตลาดวันนี้จะยังไม่จบ

"ม้าหลุดเจ้าค่าเอ๊ย!!!" อาชาสีน้ำตาลท่าทางสง่าปราดเปรียวควบตะบึงไปกลางตลาดอย่างคลุ้มคลั่ง ดูจากอานที่ไร้คนขี่ ท่าทางคนขี่จะถูกสะบัดตกไปนานแล้วถึงได้ปล่อยให้มันคลุ้มคลั่งวิ่งมากลางตลาดที่คนพลุ่งพล่านเช่นนี้

เหลิงหู่ดึงร่างบางที่ไม่ทันตั้งตัว เข้าหาตนเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายโดนม้าที่คลุ้มคลั่งเหยียบ ทว่าอุบัติเหตุที่ทั้งคู่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

"!!!"

ดวงตาสีนิลสองคู่เบิกกว้าง อุบัติเหตุที่ไม่ได้ตั้งใจเรียกสายตาของคนในตลาดแถวนั้นหันมามองที่พวกเขา

พวกเขากำลังจูบกัน

ตอนที่ร่างบางเซเข้าหาร่างสูง เพราะถูกดึงโดยไม่ทันตั้งตัว เหลิงหู่ก็หงายหลังล้มลงไป เพราะน้ำหนักของคนตรงหน้ามากกว่าที่คิดไว้มาก ส่งผลให้พวกเขาล้มไปนอนกับพื้นทั้งคู่ และตำแหน่งมุมองศาริมฝีปากของทั้งคู่ก็ประกบกันพอดิบพอดี

นี่ไม่ใช่จูบแรกของเหลิงหู่ แต่เป็นครั้งแรกที่ใบหน้าหล่อเหลาร้อนผ่าว ในจังหวะที่เผลอไผล ลิ้นร้อนสัมผัสริมฝีปากนุ่ม ไม่ทันที่มันจะแทรกเข้าไปในโพรงปากหวาน ร่างบางก็เด้งขึ้นมาราวต้องของร้อน ก้มหน้าแดงๆงุด "ข..ขอโทษ"

ไม่ทันที่เหลิงหู่จะพูดอะไร ร่างบางก็คว้าของไว้แนบอกแล้ววิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว

"เดี๋ยวก่อน!" เหลิงหู่วิ่งตามร่างบางที่หายเข้าไปในฝูงชน แต่ว่าไม่ว่าจะกวาดตามองหาเท่าไร ก็ไม่เจอร่างบางในผ้าคลุมสีแดงนั้นแล้ว ม้าพยศนั่นถูกหน่วยลาดตะเวนจับได้แล้ว คนในตลาดมองเขาแล้วพากันหัวร่อกระซิบ กวีคนหนึ่งเริ่มหยิบปากกามาจดขยุกขยิก ทำให้เหลิงหู่ต้องตัดใจมุ่งกลับที่พัก ก่อนที่จะกลายเป็นเป้าสายตามากกว่านี้

 

"อ้าว เคนชินกลับมาแล้วเหรอ" สิ่งแรกที่ต้อนรับเขาหลังวิ่งกลับมาถึงที่พักในหน่วยสืบสวนพิเศษ คือ เด็กสาวที่กำลังยิ้มสดใสราวกับดอกไม้แรกแย้ม ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลสุกใสเป็นประกายฉายแววยินดีอย่างยิ่งที่เห็นองครักษ์ของเธอกลับมาโดยสวัสดิภาพ ริมฝีปากเล็กๆเริ่มงอแง ในมือเต็มไปด้วยเอกสารกองโต

"ข้าหิวจะแย่อยู่แล้ว งานเทศกาลทีไร งานเยอะยังกับภูเขาแน่ะ นี่ขนาดให้ลอร์ทำไปครึ่งหนึ่งแล้วนะ ยังเยอะจนท่วมหัวข้าอยู่แล้วนี่ อีกเดี๋ยวก็มีประชุมต่ออีก เคนชินจ๋า รีบทำพายแอปเปิลเป็นของว่างตอนประชุมให้พวกข้าทีน้า ฝีมือทำอาหารเจ้า ดีกว่าพ่อครัวในวังเยอะเลย" ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลฉายแววออดอ้อน   ก่อนจะหยุดเมื่อสังเกตถึงความผิดปกติ

"เอ๊ะ เคนชิน หน้าเจ้าแดงเถือกเลย เป็นอะไรรึเปล่า?"

ชายหนุ่มส่ายหัวอย่างแรง ก่อนจะก้มหน้างุดพูดเสียงเบาหวิว "ข้าจะรีบไปทำพายแอปเปิลเดี๋ยวนี้แหละ"

ว่าแล้วก็รีบเดินไปที่ห้องครัวของหน่วยสืบสวนพิเศษทันที ทิ้งให้เด็กสาวยืนงงมององครักษ์ของเธอที่ดูลุกลี้ลุกลนยังไงชอบกล ก่อนจะตัดสินใจหอบงานกองโตไปทำต่อ เธอมีมารยาทพอจะไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวของลูกน้องหรอกน่า

 

ตุ๊บ

ชายหนุ่มวางของที่ซื้อมาลงบนโต๊ะ แล้วเผลอใช้นิ้วเรียวลูบริมฝีปากของตนเองอย่างเหม่อลอย สัมผัสอุ่นๆยังคงติดอยู่เล็กน้อย ความทรงจำเมื่อครู่ที่ไหลย้อนกลับมา เรียกอุณหภูมิที่ใบหน้าให้ร้อนฉ่า

นี่เขาเสียจูบแรกให้กับผู้ชายแปลกหน้ากลางตลาดนี่นะ เรื่องน่าอายแบบนี้ ให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาด แต่ว่า

"ตะวันออกเหรอ" เคนชินมองท้องฟ้าสีครามด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ดวงตาสีนิลฉายความโศกเศร้าจางๆ

ในความทรงจำที่ฉายย้อนกลับมีเพียงภาพของเด็กชายตัวเล็กๆผมสีแดง อายุราวๆสามสี่ขวบคนหนึ่งที่ถูกเชือกลากครูดไปกับพื้น จนมีรอยถลอกเต็มตัว ช้ำยังถูกเฆี่ยนตีจนเลือดอาบ เขาร้องตะโกนเรียกหามารดาที่เดินจากไปอย่างไม่เหลียวแล หลังจากขายลูกชายแท้ๆ แลกกับเงินเพียงสามตำลึงได้สำเร็จ

เด็กน้อยเอาแต่ร้องไห้โวยวาย จนในที่สุดพ่อค้าคนนั้นก็หมดความอดทน หยิบดาบข้างเอวขึ้นมา หวังให้ร่างนั้นไม่อาจส่งเสียงหนวกหูไปตลอดกาล แต่เด็กหลบทำให้พลาดไปกรีดแก้มเป็นรอยยาว ก่อนจะเย็นลงเพราะนึกเสียดายสินค้า แล้วกระชากเด็กคนนั้นขึ้นเรือ ไปกองกับทาสคนอื่นอย่างไม่ไยดี

เขาจำหน้าผู้หญิงคนนั้นที่เขาเคยเรียกว่าแม่ไม่ได้

จำไม่ได้ว่าชีวิตก่อนหน้าที่จะถูกขายนั้นเป็นเช่นไร

จำไม่ได้ว่าการเดินทางจากบ้านเกิดข้ามแดนตะวันออกมาสู่อีกทวีปหนึ่งเป็นอย่างไร

แต่เขากลับจำเหตุการณ์ที่ถูกแม่แท้ๆขายได้ดี และนั่นเป็นความทรงจำเดียวที่เกี่ยวกับผืนมาตุภูมิ

หากมีคนถามว่าเขาอยากกลับบ้านเกิดไหม เขาก็จะตอบว่า ไม่ เพราะถึงอยากกลับก็ไม่มีที่ให้กลับไป แล้วเขาจะกลับไปทำไม แต่กระนั้นบางครั้งก็ยังอาลัยอาวรณ์

เคนชินเลิกนึกหวนอดีตที่ทำให้เจ็บปวดทุกครั้งที่นึกถึง แล้วหยิบข้าวของมาเตรียมทำพายแอปเปิลตามคำสั่ง

หลังจากที่คุณหนูของเขาลองชิมอาหารที่เขาลองทำ และเห็นสภาพห้องของนางที่เขาทำความสะอาด เพราะว่างจัด นางก็โยนงานเหล่านั้นมาให้เขาด้วย เขาเลยกลายเป็นองครักษ์ควบพ่อบ้านไปโดยปริยาย พอคิดถึงตรงนี้เคนชินก็อดยิ้มเล็กๆที่มุมปากไม่ได้

คุณหนูของเขาถึงจะดำรงตำแหน่งใหญ่โต มีภาระหน้าที่หนักหนาที่ต้องแบกรับ ฝีมือแข็งแกร่ง ฉลาดรอบรู้ ช้ำยังมีความสามารถมากมาย แต่นางก็ยังคงเป็นเพียงแค่เด็กหญิงแก่นแก้ววัยสิบสี่ปีเท่านั้น

เคนชินนำพายแอปเปิลเข้าเตาอบ ก่อนจะไปชงชาและโกโก้ เพื่อเป็นเครื่องดื่มคู่กับของว่างยามประชุมให้เหล่าหัวหน้าหน่วยสืบสวนพิเศษ

คดีคราวนี้เล่นเอาพวกเขาหัวบวมไปตามๆกัน เพราะคนร้ายดันเป็นคนใหญ่คนโตของสมาคมนักฆ่า ที่มีอิทธิพลมากมายในโลกมืด  ถ้าจับเขาก็เหมือนกับประกาศสารท้ารบกับสมาคมนักฆ่า และพวกเขาจะกลายเป็นเป้าหมายในการแก้แค้นของฝ่ายนั้นแน่

เคนชินไม่เข้าใจเรื่องอำนาจเกมการเมืองเท่าใดนัก แต่ก็พอได้ยินจากคนในหน่วยมาว่า มหาราชเฮลิออสต้องการสั่งสอนท่านหญิงที่หนึ่ง หลังจากนางกระทำการสามหาว  ไม่เกรงกลัวพระราชอำนาจหลายครั้งหลายครา เพื่อขู่กลายๆให้ขุนนางคนอื่นรู้ว่าอย่าลองดีกับดวงอาทิตย์ ไม่งั้นอาจจะถูกเผาทั้งเป็น

เรื่องที่คุณหนูของเขาเป็นพวกไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน และชอบทำตามอำเภอใจ เป็นที่รู้กันดี และบ่อยครั้งที่นางมักกระทำการที่ไม่เป็นการเคารพต่อมหาราชเฮลิออส

ดูจากคำพูดที่นางพูดถึงมหาราชเฮลิออสนั้นก็ดี

ถึงนางจะไม่ค่อยเคารพมหาราชเฮลิออส นางก็ไม่มีวันทรยศเขา ตราบใดที่เขายังยุติธรรมต่อตระกูลของเธอ ที่ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์เสมอมา เหมือนที่มหาราชเฮลิออสไม่คิดกำจัดสองตระกูลตราบใดที่พวกเขายังคงภักดีต่อเขา แต่ถ้านางไม่โดนดีซะบ้าง ความเกรงกลัวของขุนนางที่มีต่อพระองค์ก็จะสั่นคลอน จึงต้องโยนปัญหาใหญ่มาให้นางเป็นการสั่งสอน

เกมการเมืองที่สับสนวุ่นวายเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องอะไรกับคนที่อยู่ในฐานะต่ำต้อยเช่นเขา แต่ถ้านางอยู่ในอันตรายก็เป็นหน้าที่องครักษ์อย่างเขาที่ต้องปกป้องนาง

เคนชินยกถาดพายแอปเปิลหอยฉุยที่อบเสร็จใหม่ๆออกจากเตา ก่อนจะจัดการจัดเรียงขึ้นชั้น พร้อมเครื่องดื่มเตรียมเสิร์ฟ และอุปกรณ์รับประทานที่ขาดไม่ได้ แล้วเลื่อนมันไปที่ห้องประชุม

 

เหล่าสมาชิกหน่วยสืบสวนพิเศษประชุมกันเคร่งเครียด  บรรยากาศอึดอัดเสียจนเด็กสาวเริ่มปวดหัวจี๊ด

แต่ทันทีที่ได้ยินเสียงเคาะประตู และเสียงบอกเวลาของว่าง เธอก็ยิ้มร่า ตะโกนให้เข้ามาได้ กลิ่นหอมฉุยของพายแอปเปิลเรียกเสียงน้ำย่อยของสมาชิกทั้งหลายที่ประชุมกันมาทั้งวัน กลิ่นชาลาเวนเดอร์จางๆอบอวนไปทั่วห้อง ทำให้คิ้วที่ขมวดกันมาตั้งแต่เริ่มประชุมค่อยๆคลายลง บรรยากาศในห้องดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เคนชินเสิร์ฟของว่างยามประชุมอย่างคล่องแคล่ว หลังจากทำหน้าที่นี้มาได้หนึ่งสัปดาห์ ในขณะที่เขารินโกโกร้อนให้เด็กสาว เธอก็กระซิบข้างหูเขาด้วยรอยยิ้ม "ขอบใจจ๊ะ"

เคนชินไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้อะไร โอนิมองชาลาเวนเดอร์ในมือหัวหน้าหน่วยที่อยู่ใกล้เธอแล้วเอ่ยชื่นชม "เพิ่งจะเคยเห็นคนเสิร์ฟชาดอกไม้ในที่ประชุม ปกติมักจะเสิร์ฟชาดำกันมากกว่า แต่แบบนี้ก็ดี ถูกกว่าแถมยังหอมดีอีกด้วย คนอื่นก็ดูเหมือนจะชอบซะด้วย"

"แม่ค้าคนหนึ่งบอกว่าชาลาเวนเดอร์ช่วยผ่อนคลายความเครียด ข้าเลยลองเอามาเสิร์ฟดู" แม้เจ้าตัวจะพูดเสียงราบเรียบราวกับกล่าวรายงาน แต่มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย และนั้นทำให้เด็กสาวยิ่งคลี่ยิ้มสดใส

"เจ้าเสิร์ฟเสร็จแล้วก็ออกไปเถอะ พวกข้ากว่าจะเลิกประชุมก็เวลาอาหารเย็นแล้ว ระหว่างนี้เจ้าจะไปไหนก็ได้ แต่ต้องกลับมาตอนเวลาอาหารเย็นนะ" ชายหนุ่มพยักหน้าก่อนจะเดินเข็นชั้นที่ว่างเปล่าออกจากห้องประชุมไป

"เอาล่ะ มีใครจะเสนออะไรอีกบ้าง" เด็กสาวกวาดตามองก่อนจะหยุดที่คนหนึ่ง "เชิญ เฮนรี่"

"ขอรับ" ชายหนุ่มผมสีทรายลุกขึ้น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "หน่วยสายสืบแจ้งเข้าว่าคดีคราวนี้ มีขุนนางที่ได้ผลประโยชน์ในการค้าของเถื่อนครั้งนี้ด้วยให้การสนับสนุน ประกอบกับจู่ๆทางสมาคมนักฆ่าก็ประกาศเพิ่มเงินรางวัลภารกิจลอบสังหารชนชั้นสูงของเดย์ทอนที่มีค่าหัวสูงลิบทว่าความเสี่ยงในการลอบสังหารมีมากเกินไปเลยไม่มีนักฆ่าคนไหนกล้ารับ มากกว่าเดิมถึงห้าเท่า โดยระยะเวลาแค่ช่วงเทศกาลเท่านั้น มีความเป็นไปได้ที่พวกมันจะใช้โอกาสนี้ใช้นักฆ่าบางคนไปลอบสังหารชนชั้นสูงสักคนในงานเทศกาล เพื่อดึงดูดความสนใจของพวกทหารราชองครักษ์"

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ เด็กสาวตักพายแอปเปิลเข้าปาก แววตาครุ่นคิด "มีรายชื่อชนชั้นสูงพวกนั้นไหม?"

"ขุนนางที่มีส่วนช่วยสนับสนุนเราได้รายชื่อมาแล้ว แต่ชนชั้นสูงที่เพิ่มค่าหัวนั้นมีจำนวนถึงยี่สิบเจ็ดคน ซึ่งตอนนี้เราได้รายชื่อมาแค่สิบเจ็ดคน มีมหาราชเฮลิออส สมเด็จพระราชินีเหลียนเย่ ท่านราชเลขา มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายขวา ท่านหัวหน้าราชองค์รักษ์ส่วนพระองค์ ท่านเสนาบดีการคลัง ท่านหัวหน้ากองพันอัศวินอารักษ์ ท่านหัวหน้าหน่วยพิทักษ์สันติราษฎร์  ท่านหัวหน้ากองพันอัศวินราชองครักษ์ ท่านเสนาบดีกรมที่ดิน ท่านหัวหน้ากองพันทหารราบ ท่านแม่ทัพซีอัส  ท่านหัวหน้าหน่วยนักเวท ท่านดยุดซันไฟร์ ท่านดยุคมาร์ติน" หัวหน้าหน่วยทุกคนพากันกลั้นหายใจ

รายชื่อกว่าครึ่งในนั้นเป็นคนของสองตระกูล!

"และหัวหน้าหน่วยสืบสวนพิเศษ คุณหนูนะขอรับ" เฮนรี่คำนับก่อนจะนั่งลงเมื่อรายงานจบ

Comment

Comment:

Tweet