Assassin's Love (I) [Yaoi]

posted on 22 Sep 2013 14:14 by aisouno in Fiction
       I ท่านหญิง องครักษ์ และนักฆ่า
 

        เคร้ง

        เสียงโลหะกระทบกันดังกังวาน ในค่ำคืนที่เงียบสงัดเช่นนี้ กลับมีเงาดำสองร่างเคลื่อนไหวไปมาราวร่ายรำท่ามกลางแอ่งน้ำสีดำที่มีก้อนสีดำขนาดใหญ่รายล้อม เงาหนึ่งเหยียบก้อนเหล่านั้นต่างแท่นกระโดดถีบตัวเข้าหาอีกฝ่ายที่การเคลื่อนไหวติดขัดลงเรื่อยๆ ราวกับไม่อาจเคลื่อนไหวตามจังหวะของอีกฝ่ายได้ทัน ทุกครั้งที่สองร่างเข้าหากัน จะเกิดเสียงโลหะกระทบดังกังวานราวบรรเลงบทเพลง

       พอเมฆเคลื่อนผ่านจันทร์ครึ่งเสี้ยวไป เผยให้เห็นคนสองคนที่กำลังต่อสู้กัน ร่างหนึ่งในชุดทหารองครักษ์ ถือดาบฟาดฟันใส่ผู้สวมชุดรัดรูปสีดำ พร้อมผ้าโพกหัวสีดำที่ปกปิดใบหน้าจนโผล่มาแค่ดวงตาคมเฉียบสีดำเย็บเยียบราวทุ่งน้ำแข็ง ที่แสดงจิตสังหารรุนแรงเสียจนแทบยืนไม่อยู่ ในมือมีเพียงมีดสั้นสองเล่มเท่านั้น แต่กลับแสดงความเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด ที่รายล้อมคือศพทหารองครักษ์ที่นอนจมกองเลือด กลิ่นคาวคละคลุ้งเสียจนทหารองครักษ์รู้สึกอยากอาเจียน

       ชายในชุดดำเหมือนอ่านใจได้ จึงกวาดขาเตะท้องอีกฝ่ายอย่างแรงจนตัวงอเป็นกุ้ง รู้สึกถึงสิ่งที่ไหลย้อนมาจุกในลำคอ ก่อนล้มลงอาเจียนอย่างน่าสมเพช ดาบถูกเตะออกไปไกล

       ชายในชุดดำเดินเข้ามาหาเขาช้าๆราวมัจจุราช มือหยาบกร้านกระซากผมอีกฝ่ายขึ้นมาอย่างรุนแรง

       "เจ้าหมูตอนนั้นหนีไปไหน"  แม้เสียงนั้นเรียบเฉยไร้อารมณ์ แต่แฝงความอำมหิต มีดสั้นที่อาบเลือดจ่อลำคอ

        "แค่ก ข้าไม่มีวันบอกนักฆ่าสารเลวอย่างเจ้า!" องครักษ์หนุ่มตวาดลั่น มีดกดลึกขึ้นจนรู้สึกได้ถึงเลือดอุ่นๆที่ไหลออกมา

        "ชีวิตเจ้าหรือเจ้าหมูตอนนั้น เจ้าเลือกเอง" น้ำเสียงของนักฆ่าเย็นยะเยือก บ่งบอกชัดเจนว่าไม่ลังเลที่จะฆ่าทิ้งหากเขาไม่ยอมบอก

         แต่ว่า

         "องครักษ์อย่างข้าให้ตายก็ต้องปกป้องเจ้านาย!" สิ้นคำ ลำคอถูกปาดจนเกือบขาดออกจากกัน น้ำสีแดงกลิ่นสนิมเหล็กพวยพุ่งเปอะเต็มหน้านักฆ่า ทว่าเจ้าตัวกลับไม่สนใจ มองศพองครักษ์ที่ยังเบิกตาโพรงราวกับมองมาที่เขาด้วยสายตาเฉยชา ก่อนจะเดินสำรวจรอบๆ แล้วกระโดดขึ้นหลังคา จนไปถึงยดต้นไม้ใหญ่

        ดวงตาสีดำสนิทกวาดมองทั่วประหนึ่งอินทรีมองหาเหยื่อ ก่อนจะเห็นร่างเตี้ยอ้วนวิ่งอยู่ไกลออกไป กับองครักษ์อีกสองสามคน แววตาฉายความอำมหิตก่อนกระโดดไล่ตามไป

         ร่างสีดำกระโดดข้ามกิ่งไม้แต่ละต้นอย่างปราดเปรียวราวไร้น้ำหนัก ประดุจเสือดำที่ออกล่ายามค่ำคืน องครักษ์สองคนล้มลงโดยไม่ทันรู้ตัวว่าลำคอมีมีดสั้นปักอยู่ตั้งแต่เมื่อไร องครักษ์คนสุดท้ายชักดาบออกมาครึ่งเดียวก็ถูกปาดคอจนเลือดพุ่งราวกับน้ำพุ ชายร่างอ้วนทรุดลงกับพื้น เหงื่อแตกพลั่น เป้ากางเกงผ้าไหมเปียกโชก พยายามตะเกียกตะกายคลานหนีด้วยแขนขาที่สั่นสะท้าน

        ตุบ

        ร่างเตี้ยอ้วน ล้มฟุบลงกับพื้น เสื้อผ้าหรูหราเนื้อดีที่เปรอะเปื้อนเลือดบ่งบอกถึงฐานะ ลำคอถูกปาดแยกจนเกือบขาดออกจากกัน โลหิตไหลนองเต็มพื้นหญ้า กลิ่นสนิมชวนอาเจียนคละคลุ้งไปทั่ว ดวงตาเบิกโพรงแสดงความหวาดกลัวก่อนตายชัดเจน มองไปที่ร่างสูงโปร่งในชุดรัดรูปดำ ที่หันหน้าให้กับดวงจันทร์

       คนผู้นั้นเช็ดมีดสั้นที่อาบเลือดอย่างเฉยชา ก่อนจะปราดตาอย่างดุร้ายแล้วปามันนั้นไปยังมุมมืด

       "โว้ๆ อันตรายๆ เกือบโดนแล้วไหมล่ะ เหลิงหู่เกอเกอ" ชายหนุ่มในชุดรัดรูปสีดำอีกคนหนึ่งเดินออกมาจากพุ่มไม้ ในมือควงมีดสั้นที่เกือบเอาชีวิตตนเมื่อครู่ ด้วยท่าทางสบายใจ ดวงตาสีดำฉายแววซุกซน เมื่อเขาดึงผ้าปิดปากสีดำออก ก็เปิดให้เห็นใบหน้าดูดี ประดับรอยยิ้มขี้เล่น ท่าทางน่าคบหา

       ทว่า

       มีแต่พวกทำงานในโลกมืดเท่านั้นที่แต่งตัวแบบนี้

      "มีอะไร เฉิน" ชายชุดดำพูดเสียงเย็นชา ก่อนดึงผ้าปิดปากลงเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลา ทว่าเย็นชาราวภูเขาน้ำแข็งแดนเหนือ ดวงตาสีดำเฉียบคมเลือดเย็น ผมสีดำสนิท ดาบและมีดสั้นอีกสองเล่มที่เหน็บอยู่ที่เอวของเขาก็เป็นสีดำ ไม่ต่างอะไรกับมัจจุราช

       "มีงานใหม่เข้ามา คราวนี้เขาจงเจาะมาเลยว่า 'นักฆ่าอันดับหนึ่งของตระกูลเฮียวเทย์' แย่จัง มีแต่คนอยากจ้างพี่ ทำเอาข้าแทบไม่มีเงินพอไปหาสาวๆของข้าที่หอบัวแดงเลย" เฉินทำหน้าน้อยเนื้อต่ำใจเกินเหตุ จนเหลิงหู่ปามีดสั้นใส่คนกวนบาทาอีกรอบ ทำเอาเจ้าตัวเกือบหลบไม่ทัน โวยวายดังลั่น

       "เหลิงหู่เกอเกอ! ทำแบบนี้ได้ไง ถ้าหน้าหล่อๆของข้าเสียโฉมขึ้นมา สาวๆก็เมินหน้าหนีข้าหมดสิ!"

       เหลิงหู่ส่งสายตาเย็นยะเยียบ ทำให้เฉินรีบหุบปากทันควัน

       “ครับๆ นี่รายละเอียดงานกับเหยื่อคราวนี้ เกอเกอดูแล้วตัดสินใจเองล่ะกัน ว่าจะรับหรือไม่รับ” เฉินส่งซองจดหมายสีดำให้ชายหนุ่ม ผู้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้อง เหลิงหู่รับซองจดหมายนั้นมาฉีก แล้วหยิบภาพเหมือนของเหยื่อขึ้นมา ก่อนจะเลิกคิ้วเล็กน้อย

       “เด็ก..ผู้หญิง?”

       “ใช่แล้ว ทำไมล่ะเหลิงหู่เกอเกอ รึว่าพอเห็นว่าเป็นเด็กเลยสงสารไม่รับงานล่ะ”

       “เด็กมาก ดูแล้วน่าจะอายุแค่สิบสามสิบสี่เท่านั้น แบบนี้ไม่ว่าจ้างใครไปก็จัดการได้สบายๆอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมาเจาะจงจ้างนักฆ่าเก่งๆ” เขาไม่ได้หลงตัวเอง แต่ตระกูลของเขาเป็นที่รู้จักกันดีในโลกมืด และนักฆ่าตระกูลเขาล้วนแต่เป็นยอดฝีมือทั้งนั้น และมีค่าจ้างสูงลิบ แต่นายจ้างกลับยอมจ่ายค่าจ้างแพงๆ เพื่อฆ่าเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เหยื่อที่จัดการได้ง่ายๆแบบนี้เขาไม่อยากรับให้เสียเวลา ที่ยอมรับงานนี้ก็เพราะได้ยินว่า องครักษ์ของขุนนางหมูตอนนี้เก่งมาก แต่ก็เหมือนรายก่อนๆ องค์รักษ์ที่ว่าเก่งหนักหนา สุดท้ายก็แพ้เขาหมดท่า และจบชีวิตภายใต้คมมีดของเขา

       รู้ว่าสู้ไม่ได้ แทนที่จะหนี กลับยอมตายเพื่อถ่วงเวลาให้เจ้านายหนีไป ทั้งๆที่เหยื่อนั้นไม่สามารถรอดพ้นคมมีดเขาไปได้อยู่ดี พวกองค์รักษ์มีดีแต่ฝีมือ ทว่าไร้สมองกันทั้งนั้น เป็นสิ่งมีชีวิตน่าเบื่อ ที่สมควรถูกฆ่ามากที่สุดแท้ๆ

       "ก็เพราะเด็กผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาไง เหลิงหู่เกอเกอ ถึงต้องมาจ้างนักฆ่าที่เก่งที่สุดมาจัดการ" เหลิงหู่เลิกคิ้วอย่างสงสัย ในขณะที่ลูกพี่ลูกน้อง เลียริมฝีปาก เอ่ยชื่อเหยื่อช้าๆ

       "ที่ปรึกษาราชการส่วนพระองค์ฝ่ายซ้ายของมหาราชเฮลิออส หัวหน้าหน่วยสืบสวนพิเศษ ว่าที่ผู้นำสองตระกูล  น้องสาวบุญธรรมของ พระราชินีเหลียนเย่แห่งเดย์ทอน น้องสาวร่วมสาบานของ จักรพรรดิไป๋เหลียนชิงแห่งจงเย่ ดัชเชสที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาตร์ ท่านหญิงที่หนึ่งของทวีปตะวันตก ดัชเชสไอโซโนะ โอนิ แห่งเดย์ทอน"

       "โอนิ!!!" เสียงดังกัมปนาทดังฟ้าจะถล่ม ทำเอาข้าราชบริพารแถวนั้นสะดุ้งโหยง ทำของตกพื้นไปตามๆกัน ก่อนจะหันมามองต้นเสียง แล้วถอนหายใจเก็บของของตนเงียบๆ อย่างปลงอนิจจัง

       ชายชราอายุราวๆแปดสิบ ทว่ากลับยังดูคล่องแคล่วปราดเปรียว  ผมสีดอกเลายาวที่ถูกรวบมัดไว้ด้วยเชือกสีแดง สะบัดยามที่ดวงตาสีดำฉายแววขุ่นเคืองกวาดมองไปทั่วราวหาบางสิ่ง เสียงกัดฟันกรอด ดังรอไรฟัน ชุดขุนนางสีม่วงบ่งบอกว่ามีศักดิ์เป็นถึงดยุค ฝีเท้ารวดเร็วและกระแทกพื้นไปตลอดทางแสดงถึงอารมณ์ที่โมโหสุดๆ ทำให้ขุนนาง ข้าราชบริพารแถวนั้นเลือกจะหลบ เปิดทางให้เขา พร้อมทำตัวให้เลียบเล็กที่สุด เพื่อไม่ให้เข้าตามังกรที่กำลังพิโรธ 

       "นี่เจ้าน่ะ!! เห็นเหลนสาวตัวแสบของข้ารึเปล่า!!"

       ทหารยามโชคร้ายรายหนึ่งตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า ขาอ่อนจนแทบจะลงไปกองกับพื้น ตอบด้วยเสียงที่เหมือนจะร้องไห้ ในความซวยของตัวเอง

       "ขะ ข้าไม่เห็นขอรับ ฮือ"

       "แล้วเจ้าล่ะ!!" นางกำนัลที่เดินผ่านมาคนหนึ่งตกใจจน เกือบทำตะกร้าผ้าตกพื้น ตอบรวนจนลิ้นแทบพัน "ขะ ข้าเหมือนจะเห็นท่านหญิงที่หนึ่ง 'ดื่มชา' อยู่ที่ลานฝึกของพวกอัศวินราชองค์รักษ์หน่วยที่สามเจ้าค่ะ"

       "ดื่มชาบ้านเจ้าสิ!! ถ้าเกิดวันไหนเด็กนั้นนั่งดื่มชา ชมดอกไม้ เหมือนผู้หญิงทั่วไป แทนที่จะไปประลองดาบ ประลองเวท ขี่ม้าขึ้นมา ข้าต้องรีบพานางไปให้ หมอหลวงรักษาแล้ว!!" ขุนนางชราตวาด ก่อนจะตรงดิ่งไปที่ลานฝึกทหารองค์รักษ์หน่วยที่สาม

       เคร้ง

       เสียงโลหะกระทบต่อเนื่องราวเสียงดนตรี โดยเวทีคือวงกลมสีขาว ณ ลานฝึกซ้อมทหารองค์รักษ์ สาวน้อยคนหนึ่งในชุดขุนนางผู้ชายสีม่วงกำลังฟาดฟันดาบรุกใส่คู่ต่อสู้อย่างพริ้วไหวราวร่ายรำทว่าดุดัน ต่อเนื่อง จนอัศวินราชองค์รักษ์หนุ่มถอยร่นอย่างหนัก ได้แต่เป็นฝ่ายตั้งรับ สุดท้ายดาบของอัศวินราชองครักษ์คนนั้นก็กระเด็นลอยไปปักพื้นนอกสนามวงกลม

       อัศวินราชองค์รักษ์คนนั้นยืนบื้อมองมือที่ว่างเปล่าของตนเองสักพัก ก่อนจะรู้สึกตัวแล้วเอ่ยอย่างท้อใจ "ข้าแพ้ท่านแล้ว"

       เด็กสาวยิ้มสดใส ราวสายน้ำกลางพงไพร ตากลมโตสีฟ้าน้ำทะเลเป็นประกายสุกใส  ผมสีน้ำตาลตัดสั้นให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉง มีชีวิตชีวา ใบหน้าแม้ไม่ได้สวยสดงดงามเลอเลิศ ทว่าก็น่ารักชวนเอ็นดูไม่น้อย  ประกาศเสียงก้อง

       "ใครจะมาประลองกับข้าต่อบ้าง!"

       อัศวินราชองค์รักษ์หน่วยที่สามทุกคนมองพื้น มองเพื่อน มองฟ้า มองเสา มองธง มองกองอาวุธ มองทุกอย่างที่ไม่ใช่เด็กสาวผู้เอาชนะอัศวินราชองค์รักษ์ไปสิบคนรวด

       "อะไรกัน พวกเจ้านี่ปอดแหกจริงๆ ข้าเป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆเองแท้ๆนะ" เด็กสาวหัวเราะคิกคัก ในขณะที่เหล่าอัศวินราชองครักษ์มองเธอ ด้วยสายตาเอ็นดูปนเหนื่อยใจ

       "ช่างเถอะ ไม่รังแกพวกเจ้าแล้ว เดี๋ยวหัวหน้าพวกเจ้ามาเห็นว่าข้ารังแกพวกเจ้า คงบ่นข้าหูชาแหง กลับกันเถอะ เคนชิน" เด็กสาวหันไปทางชายหนุ่มที่ยืนเงียบๆอยู่นอกสนาม

       เขาเป็นชาวหนุ่มรูปร่างผอมบางเมื่อเทียบกับส่วนสูง ผิวสีเหลืองบ่งบอกสายเลือดตะวันออก ผมสีแดงราวเปลวเพลิง ดวงตาสีดำราวรัตติกาล ใบหน้าหล่อเหลาค่อนไปทางหวานเรียบเฉยราวไร้ความรู้สึก ไม่ต่างอะไรจากหุ่นกระบอก  ที่แก้มช้ายมีแผลเป็นจางๆลากยาวอยู่  เขาพยักหน้า ก่อนจะเดินถือผ้าเย็นกับกระบอกน้ำยื่นให้

       "ขอบคุณ" เด็กสาวยิ้มกว้างรับผ้าเย็นมาเช็ดหน้า  แล้วถามเสียงสดใส ในขณะรับกระบอกน้ำเย็นๆมา

       "เจ้าว่าเราไปไหนกันกันต่อดีล่ะ" ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะตอบ เสียงตวาดดังกัมปนาทราวฟ้าผ่าก็ดังขึ้น ทำเอาอัศวินราชองค์รักษ์หน่วยสามทุกคนสะดุ้งโหยงรีบเข้าแถวยืนตรงอย่างมีวินัย ส่วนคนโดนเรียกชื่อตกใจจนทำกระบอกน้ำตกพื้น หน้าซีดเป็นไก่ต้มหันไปทางต้นเสียง "โอนิ!!!!"

       "ทะ ท่านตาทวด"

       "ยายเด็กบ้า!!" ชายชราดึงหูเด็กสาวอย่างแรง ก่อนตวาดลั่น

       "ฝ่าบาทเรียกหาเจ้าตั้งนานแล้ว เจ้าหายไปไหนมาห่ะ!! หนอย คนอื่นเขางานท่วมหัว เพราะเทศกาลเพาะปลูก แต่เจ้ากลับโดดงานมาเล่นที่นี้!! ขะ ข้าจะกักบริเวณเจ้า!!" เด็กสาวทำหน้าเหยเก เพราะหูอื้อไปหมด จนกระทั่งได้ยินว่ากักบริเวณนั้นแหละ ถึงได้โวยวายลั่น

       "ไม่เอานะ! ท่านตาทวด อยู่แต่ในห้อง มันน่าเบื่อจะตาย ท่านคิดจะขังข้าไว้ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันเลยรึไง!!"

       "ถ้าเจ้าทิ้งงานไว้กับลอร์ แล้วหนีมาเที่ยวอีก  ข้าจะกักบริเวณเจ้าหนึ่งเดือน!! ไป!! ฝ่าบาทเรียกหาเจ้านานแล้ว รีบไปซะ เจ้าก็รู้ว่าพระองค์ไม่ค่อยมีความอดทนนักหรอกนะ" ชายชราบิดหูเด็กสาวแรงๆอีกรอบ ประโยคท้ายนั้น ทำให้เธอรีบพุ่งตรงไปที่ห้องทรงพระอักษรทันที โดยมีชายหนุ่มผมแดงตามไปติดๆ

       เด็กสาวมองประตูไม้สักลงเงา สลักลวดลายวิจิตร ประดับ ราคาแพง โดดเด่นด้วยทับทิมขนาดใหญ่กรอบทองเป็นรูปพระอาทิตย์ บนบานประตูมีอักษรสีทองสลักไว้ว่า "ห้องทรงพระอักษร" อย่างหนักใจ ก่อนเคาะประตู

       "ใคร" เสียงทุ้มต่ำดังออกมา ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่ากำลังหงุดหงิด

       "ฝ่าบาท กระหม่อม หัวหน้าหน่วยสืบสวนพิเศษ ดัชเชสไอโซโนะ โอนิ พะยะค่ะ"

       "เข้ามา!" น้ำเสียงห้วนกระชาก ยิ่งทำให้เด็กสาวใจตุ้มๆต่อมๆ แต่ก็ปลุกใจตัวเอง ก่อนเปิดประตูเข้าไป ส่วนชายหนุ่มผมแดงรู้หน้าที่ดี โดยการยืนรอนายหญิงน้อยอยู่ข้างนอก

       "ขอประทานอนุญาตพะยะค่ะ" ในห้องทรงพระอักษรที่เต็มไปด้วยกองภูเขาเอกสาร โต๊ะทำงานไม้สักลงเงาอย่างดี ประดับด้วยทับทิมกรอบทองรูปพระอาทิตย์โดดเด่นสะดุดตา แต่ก็ไม่เท่าบุคคลที่นั่งอยู่บนโต๊ะ

       เขาเป็นชายหนุ่มรูปงามราวกับเทพเจ้า ผมสีทองราวเจิดจ้าราวแสงอาทิตย์ ดวงตาสีแดงราวพระอาทิตย์อัศดงฉายแววขุ่นเคือง มองอย่างหยิ่งทระนง และเหยียดหยาม และเย็นชาราวน้ำแข็งแดนเหนือ บุคลิกสมราชัน ท่าทางสง่างามเป็นที่สุด

       เด็กสาวมองใบหน้านั้น แล้วพยายามสะกดอารมณ์ ไม่ใช่ความกลัว แต่อยากต่อยหน้าหยิ่งๆนั่นอีกสักทีต่างหาก!

       ถ้านิสัยหมอนี่ดีได้ครึ่งหนึ่งของหน้าตาคงจะดีไม่น้อย ไม่รู้ทำไมพี่เย่ถึงหน้ามืดตามัวไปรักตานี่

       "ต่อยหน้าพระราชา โทษตัดมือนะ โอนิ" ชายหนุ่มมองเธอด้วยสายตาเย็นเยียบกว่าเดิม ทำให้เธอต้องฉีกยิ้มใสซื่อ "ฝ่าบาท กระหม่อมจะกล้าคิดบังอาจกระทำการสามหาว คิดร้ายกับฝ่าบาทได้ไงพะยะค่ะ"

       "นั้นสิเนาะ ตอนเจ้าเจอข้าครั้งแรก เจ้าก็เสยคางข้าเต็มๆเลยนิ"

       เด็กสาวยิ้มแห้งๆ ใช่ซี่ ตอนเธอเข้าวังอย่างเป็นทางการในฐานะคุณหนูที่หนึ่งของสองตระกูลที่เพิ่งพ้นวัยเด็ก เธอก็ต่อยเขาด้วยความหมั่นไส้ไปหนึ่งดอกเต็มๆ ใครจะไปรู้ว่าชายขี้เก๊กตรงหน้าคือกษัตริย์อันดับหนึ่งของโลก เล่นเอาเธอเกือบหัวหลุดจากบ่า

       "เจ้าไปไหนมามิทราบ หืม ที่ปรึกษาฝ่ายซ้ายของข้า" ชายหนุ่มรูปงามพูดเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม "เจ้าก็รู้ ว่าข้าไม่ชอบเป็นฝ่ายรอ"

       "ฝ่าบาท หม่อมฉันไป 'ฝึกฝน' ให้อัศวินราชองครักษ์หน่วยที่สามมาพะยะค่ะ"

       "โอ้" ชายหนุ่มคลี่ยิ้ม แต่ตาไม่ยิ้มตาม "เจ้านี่ขยันไป 'ฝึกฝน' ให้อัศวินราชองครักษ์ของข้าจริงนะ แต่ไปช่วยคนอื่น จนละเลยงานตัวเอง แบบนี้ไม่ดีน้า "

       "รองหัวหน้าของกระหม่อมมีความสามารถมากพอพะยะค่ะ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่สำหรับเรื่องสำคัญ กระหม่อมมีความรับผิดชอบพอ"

       "งั้นรายงานโครงการทหารดัดแปลงของพวกกบฏที่ข้าให้เจ้าไป 'จัดการ' เมื่อจะสมบูรณ์ หืม" ชายหนุ่มหรี่ตามองอย่างจับผิด "ข้าเกลียดความผิดพลาด เจ้าก็รู้"

       "กระหม่อมได้ส่งให้ที่ปรึกษาฝ่ายขวาไปนานแล้ว ช้ำยังตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน คิดว่าไม่จำเป็นต้องแก้ไขอะไรเพิ่มเติม" เด็กสาวจ้องตาสีแดงที่เย็นเยียบอย่างไม่กลัวเกรง แต่ใจเต้นรัวราวจะหลุดจากร่าง

       "ได้ยินว่าเจ้าได้องครักษ์ใหม่มาคนหนึ่ง"  ใบหน้าอ่อนเยาว์ยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเหมือนเช่นปกติแม้จะได้ยินประโยคที่เบนเข้าหาคนใกล้ตัว แต่หัวใจร่วงไปอยู่ตาตุ่ม

       "ช้ำเจ้ายังทาบทามนักเวทคนหนึ่งให้หน่วยนักเวทที่ลูกพี่ลูกน้องเจ้าทำงานอยู่ด้วย และพ่อเจ้าก็ได้ผู้ช่วยใหม่มาคนหนึ่งจากการแนะนำของเจ้า เจ้าไปเจอยอดฝีมือแบบนั้นมาจากไหนเหรอ"

       "ฝ่าบาท กระหม่อมเจอพวกเขา ตอนไปทำงานที่ทวีปกลางพะยะค่ะ"

       "ทวีปกลางงั้นหรือ" ชายหนุ่มจ้องเด็กสาว ด้วยสายตาเย็นเยียบกว่าเก่า แต่กระนั้นเธอก็ยังยืนยันคำตอบเดิม ด้วยใจที่เต้นรัวราวกลองศึก "พะยะค่ะ ทวีปกลาง"

       ชายหนุ่มถอนสายตากลับ พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนจะไม่ใส่ใจว่า "ช่างเถอะ ถือว่าเป็นรางวัลของเจ้า แต่ถ้าเกิดข้อผิดพลาดแบบนี้ขึ้นอีก ข้าไม่ให้อภัยแน่"

       "ขอบพระทัยพะยะค่ะ ฝ่าบาท" เธอถอนสายบัวอย่างงดงามและแช่มช้าเช่นสตรีชั้นสูงทั่วไป แม้ว่าคำพูดและเสื้อผ้าจะเป็นของบุรุษ

       "ข้ามีงานหนึ่งจะให้เจ้าไปจัดการ"

       "พะยะค่ะ?"

       "เจ้าคิดว่าข้าเรียกเจ้ามาพูดเรื่องนั้นอย่างเดียวรึ เพราะต่อให้มียอดฝีมือสักกี่ร้อยคน ก็ไม่ได้ทำให้สองตระกูลยิ่งใหญ่ไปมากกว่าข้าได้หรอกนะ" ชายหนุ่มตอบอย่างหยิ่งผยอง ทำเอาเด็กสาวเกือบค้อนใส่เขาไปทีหนึ่ง แต่ไม่วายกระแหนะกระแหน

       "นั้นสินะนอกจากท่านหัวหน้าราชองครักษ์ส่วนพระองค์ พระอนุชาไดมัส แล้วก็ไม่มีใครเอาชนะฝ่าบาทได้หรอก"

       "แน่นอนที่สุด ก็ไดน่ะนะ น่ารักที่สุดในโลก ยิ่งเวลาเขายิ้ม ไม่ว่าใครก็แทบจะละลายไปกองกับพื้นเลยยย" ชายหนุ่มผู้อยู่จุดสูงสุดของโลกทำหน้าเคลิบเคลิ้มเสียจนเธออยากกระโดดเตะสักป๊าป

       "ตกลง มีอะไรให้กระหม่อมรับใช้พะยะค่ะ" เสียงเป็นการเป็นงานของเธอทำให้มหาราชต้องเข้าสู่โหมดจริงจังเสียที

       "มีรายงานมาว่าในคืนเทศกาลเก็บเกี่ยว..."

       "เฮ้อ" เด็กสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ หลังออกมาจากห้องทรงอักษร แล้วมองหน้าองครักษ์ของเธออย่างกังวล แขนบอบบางกอดซองเอกสารสีน้ำตาลหนาปึกแน่น

       "ข้าว่าเจ้าอย่าแสดงฝีมือมากเกินไปดีกว่า เดี๋ยวตาขี้เก๊กนั้นจะระแวงคิดกำจัดเจ้าขึ้นมา"

       ชายหนุ่มนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ถ้ามันเกี่ยวพันกับความปลอดภัยของเจ้า ข้าก็ไม่อาจออมมือ"

       ได้ยินดังนั้นเด็กสาวก็ถอนหายใจ

       "ถ้าเจอสองคนนั้นก็บอกให้ระวังตัวด้วยล่ะกัน ถึงหมอนั้นจะบอกว่า 'ยกให้เป็นรางวัล' แต่ใครจะไปรู้ใจกษัตริย์ได้ เฮ้อ" ว่าแล้วก็เดินหอบซองเอกสารกลับที่ทำงานของตน หรือก็คือ 'หน่วยสืบสวนพิเศษ' 

       หน่วยสืบสวนพิเศษ หรือชื่อเต็ม หน่วยพิทักษ์สันติราษฏร์แผนกสืบสวนคดีพิเศษ เป็นหน่วยอิสระที่แยกมาจากหน่วยพิทักษ์สันติราษฎร์ ที่ขึ้นตรงกับมหาราชเฮลิออสโดยตรง มีหน้าที่คอยจัดการคดีต่างๆที่ไม่อาจประกาศออกไป หรือหน่วยสืบสวนทั่วไปไม่อาจจัดการได้ อย่างคดีที่เกี่ยวข้องกับชนชั้นสูง เชื้อพระวงศ์ และผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย ชื่อเสียงของราชสำนักหรืออาณาจักรเป็นต้น ทำให้หน่วยนี้กุมความดำมืดของอาณาจักรที่ไม่อาจเปิดเผยไว้มากมาย

       นอกจากนี้การที่หน่วยนี้ได้รับอำนาจจากมหาราชเฮลิออสโดยตรง ทำให้สามารถจัดการกับผู้มีอิทธิพลที่คิดต่อกรกับกฎหมายได้อย่างเด็ดขาด จนเป็นให้พวกผู้มีอิทธิพลหลายคนไม่ชอบใจหน่วยสืบสวนพิเศษอย่างมาก

       น่าขำ เธอที่เป็นหัวหน้าหน่วยสืบสวนพิเศษ กลับเป็นว่าที่ผู้นำของสองตระกูลที่มหาราชเฮลิออสและชนชั้นสูงเฝ้าจับตามองกว่าใคร

       สองตระกูลมีประวัติยาวนาน ช้ำมีอำนาจมากถึงหนึ่งในสามของอาณาจักร คนในตระกูลส่วนมากล้วนแต่อยู่ในตำแหน่งใหญ่โต มีหรือที่จะไม่ถูกจับตา

       แต่ว่าทุกคนในตระกูลล้วนฉลาดพอ ที่จะไม่ทำการใดที่เสี่ยงต่อการที่หัวตัวเองจะหลุดจากบ่า การเคลื่อนไหวของตระกูลทุกอย่างอยู่ภายใต้สายตาของมหาราชเอลิออสและราชเลขาอย่างไม่อาจหนีพ้น ช้ำพวกเขาซื่อสัตย์ภักดีถึงเพียงนี้ มีหรือที่สองตระกูลจะคิดทำการใดให้เป็นที่ระแวงได้

       ครั้งหนึ่งตอนเพื่อนสนิทของลุงเธอก่อกบฏ ตอนนั้นเขาที่เป็นหัวหน้าหน่วยพิทักษ์สันติราษฎร์จับเพื่อนของตนเข้าคุก ยืนมองเพื่อนรักถูกทรมานจนสารภาพหมดเปลือก และครอบครัวของเขา รวมทั้งลูกที่ยังเล็ก ไม่เว้นแม้แต่คนรับใช้ถูกประหารทั้งหมด ด้วยสีหน้าว่างเปล่า แต่น้ำตากลับไหลไม่หยุด

       คติที่ว่าคนทรยศ ต้องตายแปดชั่วโคตร คือความจริง ไม่เพียงแต่ตัวเอง แต่ครอบครัวก็จะถูกหางเลขไปด้วย ดังนั้นจึงน้อยคนที่จะคิดทรยศเขา และคนเหล่านั้นล้วนมีจุดจบไม่สวยงาม

       งานครั้งก่อนก็เช่นกัน พวกกบฏทุกคนถูกฆ่าไม่เหลือ ขุนนางที่เป็นแกนนำล้วนฆ่าตัวตายก่อนถูกจับ แต่ครอบครัวของเขาก็ยังถูกหน่วยรักษาความมั่นคง หน่วยย่อยของหน่วยพิทักษ์สันติราษฎร์ที่มีหน้าที่จัดการกับกบฎ สอบสวนจนแน่ใจว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ ถ้าใช่จะถูกประหาร ถ้าไม่จะถูกปลดและริบทรัพย์สิน ก่อนเนรเทศ

       นั้นยังถือว่าเมตตา บางรายถูกส่งไปเป็นแรงงานของอาณาจักรเยี่ยงทาสถึง 20 ปี ก่อนจะเนรเทศ แต่ส่วนมากมักตายในช่วงสิบปีแรก หรือเป็นบ้าไป เพราะทนรับสภาพไม่ไหว หนำช้ำส่วนมากมักรับสารภาพในขั้นตอนสอบสวน เพราะรับการทรมานไม่ไหวจนถูกประหาร

       ถ้าบริสุทธิ์ และไม่อยากถูกหางเลข ก็ต้องมีส่วนร่วมในการจับกบฏนั้นด้วย แบบนั้นแล้ว มหาราชเฮลิออสจะ'เมตตา'ประทานรางวัลให้มากมาย และลูกเมียตนเองที่บริสุทธิ์จะไม่ติดร่างแห

       มีกรณีลูกจับพ่อ พ่อจับลูก ปู่จับหลาน หลานจับปู่ น้องจับพี่ พี่จับน้อง เพราะเหตุนี้หลายครั้ง แต่คนเหล่านั้นก็จะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดไปชั่วชีวิต

       มีครั้งหนึ่ง ภรรยากบฏท้องแก่เดินทางมาบอกที่ซ่อนของสามี กับหัวหน้าหน่วยรักษาความมั่นคงทั้งน้ำตา เพราะอย่างน้อยก็อยากให้เด็กในท้องรอด หัวหน้าหน่วยรักษาความมั่นคงมองเธออย่างเวทนา ก่อนจะตามไปจับสามีเธอ แล้วรายงานผลงานของเธอให้มหาราชเฮลิออสรู้ ทำให้แม้สามีเธอจะถูกประหาร แต่เธอและลูกก็รอด ช้ำยังได้รางวัลตอบแทนมากมาย  ถึงจะต้องถูกจับตาไปชั่วชีวิตก็ตาม

       แต่จะว่าใครก็ไม่ได้ ไม่ว่าใครก็อยากเอาตัวรอดเท่านั้น ใครจะยอมตายทั้งที่ตัวเองบริสุทธิ์กัน

       ตอนแรกเธอแปลกใจที่ตอนเธอถูกพี่ซิงพาไปจงเย่ด้วย ทำไมเธอไม่ถูกข้อหาทรยศ ก่อนจะรู้ทีหลังว่าราชเลขาหรือที่ปรึกษาราชการฝ่ายขวาต้องการให้เธอสืบเรื่องบางอย่างที่นั้น เธอยังเด็กและซื่อตรงเกินกว่าจะทรยศใครได้ บวกกับเธอไม่สามารถเป็นประโยชน์อะไรกับฝ่ายนั้นได้ นอกจากเพื่อนเล่นของเหล่าองค์ชาย แถมเธอก็ทำผลงานดีพอจะลบล้างความผิดเรื่องแหกคุกได้อีก หัวของเธอและครอบครัวเลยยังอยู่บนบ่า

       สำนักงานของหน่วยสืบสวนพิเศษไม่ต่างอะไรกับหน่วยฝ่ายบู๊หน่วยอื่น มีสนามฝึก มีที่พัก มีคลังเก็บอาวุธ มีโรงเก็บของ มีโรงอาหาร ต่างกันที่คลังเอกสารของหน่วยนี้เป็นห้องลับที่อยู่ใต้ดิน และถูกปิดด้วยกลไกมากมายนับไม่ถ้วน มีเพียงหัวหน้าหน่วยอย่างเธอกับรองหัวหน้าหน่วนเท่านั้นที่รู้ทางเข้า และสามารถเข้าดูเอกสารเหล่านี้ได้

       นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนี้ เธอก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นี้ถึงห้าวันต่อสัปดาห์ ที่เหลือคือวันหยุด ที่เธอจะได้กลับคฤหาสน์สองตระกูล

       ความจริงเธอต้องทำงานแทบทุกวันไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์เหมือนท่านราชเลขาที่ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาราชการฝ่ายขวาด้วยช้ำ แต่ว่าเธอยังเด็กเกินไป งานเลยไม่มาตกที่เธอมากนัก และถึงเธอบรรลุนิติภาวะแล้วจริง เธอก็สามารถเลือกวันหยุดหนึ่งวันในแต่ละสัปดาห์เหมือนขุนนางทั่วไปได้อยู่ดี เพราะเธอเป็นแค่ที่ปรึกษาราชการฝ่ายซ้าย ผู้รับหน้าที่จัดการเรื่องที่ไม่อาจพูดได้เท่านั้น

       ทันทีที่มาถึงห้องทำงาน เธอก็เปิดซองเอกสาร อ่านรายละเอียดในนั้นอย่างเอื่อยเฉื่อย ก่อนจะเรียกประชุมคนในหน่วยทุกคนอย่างเร่งด่วนเมื่อเธออ่านจบ

       'มีรายงานมาว่าในคืนเทศกาลเพาะปลูกจะมีการลักลอบขนส่งสินค้าเถื่อน ไปจัดการมาด้วยล่ะกัน' ชายผู้นั้นพูดอย่างไม่ใส่ใจอะไร ก่อนจะโยนซองเอกสารมาให้ แต่ว่า

       ...การลักลอบซื้อขายอาวุธครั้งนี้ผู้ดำเนินการคือเฮรอดรองหัวหน้าสมาคมนักฆ่าและคาดว่าจะมีการก่อความวุ่นวายในงานเทศกาลเพาะปลูกเพื่อดึงดูดความสนใจ...

       ไม่ว่าใครก็รู้ว่า สมาคมนักฆ่า เป็นสมาคมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกมืด หยั่งรากลึกในทวีปตะวันตกมานับหลายร้อยปี และแผ่อำนาจไปทั่วทวีป พวกเขาท้าทายกฎหมาย ลองดีกับคำสอนของวิหารเทพเจ้า โดยการสังหารขุนนางชั้นสูง เชื้อพระวงศ์ ผู้มีอิทธิพล และนักบวชชั้นสูง ไปนับไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น ไม่มีทางที่จะทำลายพวกเขา เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้มีอิทธิพลหลายคนต้องพึ่งพาพวกเขาในการกำจัดเสี้ยมหนามของตนเอง และคนเหล่านี้เองที่คอยสนับสนุนพวกเขา

       จับรองหัวหน้าสมาคมนักฆ่าก็เท่ากับประกาศสงครามกับสมาคมนักฆ่า แน่นอนว่าพวกเขาจะไม่มีทางคิดแก้แค้นกับมหาราชเฮลิออสที่เป็นคนออกคำสั่ง แต่จะพุ่งเป้ามาที่เธอที่เป็นคนจับ!!

       ให้ตายเถอะ! ก็ว่าอยู่ว่าพวกคดีเล็กๆอย่างคดีขายของเถื่อน  พวกหน่วยพิทักษ์สันติราษฏร์จะจับเอง ก็ไม่มีปัญหาอะไร ไหงงวดนี้ถึงโยนมาทางหน่วยเธอโดยตรง ตานั้นจงใจโยนเผือกร้อนมาให้เธอชัดๆ! บ้าเอ๊ย!

Comment

Comment:

Tweet